thepitt's profilethe pittPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
the pitt11/15/2009 แม่งฮ่องสอน-ปาย 60 กิโล 5 วัน หลังจากที่ไม่ได้เขียนมานานแสนนาน วันนี้ก็ขอหน่อยแล้วกัน เป็นการเอาใจแฟนทริปโหด บวกกับความต้องการส่วนตัวกับความประทับใจในทริปนี้
หลังจากกลับมาถึงกรุงเทพ คนส่วนใหญ่ที่รู้จักกูมักจะถามกูว่า เป็นอย่างไงบ้างทริปโหดดดดด กูตอบโดยไม่คิดทันทีว่า "แม่ง ทริปนี้สุดยอดว่ะ" 555 แล้วกูก็โดนสวนขึ้นมาในทันทีทันใดว่า "สุดยอดทุกทีอะ" แม่งก็มันสุดยอดจริงๆนี้หว่า จะให้กูตอบยังไงวะ สาดดดดด อีกคำถามนึ่งที่หลายๆคนแม่งชอบถามอีกคือ "เฮ้ย ทริปเป็นไงบ้างวะ เล่าให้ฟังแบบละเอียดได้มะ" โหะๆ ทริปนี้ไปตั้ง 5-6 วัน มึงจะให้กูเล่าอยู่ไม่กี่นาทีเนี่ยเรอะ คงไม่ทันหรอกมั่ง เพราะทริปนี้มันมีอะไรที่เป็นรายละเอียดเยอะ มากกกกกก ครับ พี่น้อง เอาเป็นว่า บทสรุปของทริปนี้คือ อันดับหนึ่งครับ ขยายความได้ว่า ก็ไปเป็นทริปที่ 12 ละ ความประทับใจทริปนี้ก็สูงสุดนั่นเอง (รองลงมาป็น ภูแวสอง แล้วถัดจากนันเป็นภูกระดึงครับ)
ทำไมถึงประทับใจ มีอะไรมากมายในทริปนี้ เชิญติดตามชมได้ ณ บัดนี้ครับ
อันดับแรกขอเกริ่นถึงช่วงเวลาก่อนไปซักแป๊บนึ่งนะครับ ทริปนี้ค่อนข้างกระท่อนกระแท่นเพราะว่าตอนแรกๆ เรายังหาคนนำทางไม่ได้ หลังจากได้เบอร์ก็ยังติดต่อไม่ได้อีก ติดต่อได้จริงๆก็ก่อนไปซัก 2 อาทิตย์ก่อนไป ยังไงก็ขอขอบคุณ คุณหมอตูนไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่ช่วยเป็นธุระให้ ถึงแม้จะไม่รู้จักกันมาก่อนก็ตาม
ไหนๆก็พูดถึงหมอตูนละ ขออีกซักหน่อยแล้วกันครับ เพราะครั้งแรกที่ทำให้กูรู้จักที่แห่งนี้ก็เพราะหมอตูนนีแหละ แกไปมา (แต่คนละเสนทาง) แล้วแกก็ไปเขียนไว้ในเวป ของ tkt อะนะ ไอ้กอล์ฟไปอ่านเจอก็เลยเอามานำเสนอกะกู(นานละ) และทริปนี้ก็เป็นโอกาสอันงามที่จะไปเยี่ยมเยือนป่าที่แม่งฮ่องสอนซะที
ต่อไปพูดถึงเรื่องสมาชิกบ้าง หลังจากได้กำหนดการแน่นอน สิ่งที่กูต้องทำต่อไปคือ ประกาศให้ผู้ร่วมอุดมการณ์มาลงชื่อ ตอนแรกก็บอกกูไว้ซักประมาณ 7-8 คน แต่พอหลังๆ ก็น้อยลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายมีแค่ 4 ผู้กล้าครับ อันนี้กูก็ทำใจไว้แล้วประมาณนึ่งล่ะครับ เพราะว่าทริปแม่งไปนานมาก (ออกจาก กทม วันอาทิตย์ กลับมาอีกทีก็วันอาทิตย์อะนะ) และที่สำคัญ ทริปนี้ทำลายสถิติการไปต่อเนื่องของลูกทริปหลายคนครับ หนึ่งในนั้นก็ลูกทริปดีเด่น (ไอ้กอล์ฟ) นั่นเอง 555 ไปมา 11 ครั้งละ น่าเสียดายแทนจริงๆ ส่วนอีก 2 คนคือ ไอ้แพร กับไอ้หมีครับ ไอ้แพรนิพึ่งทำงานได้ไม่กี่เดือน ส่วนไอ้หมีก็มีโปรเจค แถมไปค่ายมาอีก 555 ก็เสียดายตามๆกันไป (คำแนะนำ: 3 คนที่ว่าเนี่ย ทำใจก่อนอ่านเยอะๆนะพี่น้อง 555) สรุป ลูกทริปทั้ง 3 คนที่ได้ไปกะกูก็คือ อิ๋ง (เมียกูนั่นเอง) จิน(ตัวตายตัวแทนลูกทริปดีเด่นก็ว่าได้) แล้วก็สุดท้ายที่ขาดไม่ได้ช่วงหลังๆมานี้คือ ไอ้อิ๋วนั่นเอง (แม่ครัวประจำทริปคร้าบบบบบบบ)
สำหรับการเดินทาง ทริปนี้ถือว่าสบายหน่อย (หรือป่าววะ) เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่ไปทริปแล้วขึ้นรถทัวร์แอร์ปอ1 อะนะ สาเหตุก็เพราะว่ามันมีแค่ประภทเดียวนี้แหละครับ ถ้าจะไปจาก กทม ถึง แม่ฮ่องสอนต่อเดียวเลย ส่วนขากลับก็นั่งรถหวานเย็นจากปายมาเชียงใหม่ แล้วก็นั่ง 999 จากเชียงใหม่ มา กทม ด้วยเหตุนี้ ทำให้ทริปนี้ก็กลายเป็นทริปที่แพงที่สุดที่เคยไปมาด้วยเช่นกันนะครับ จะว่าไปแล้ว ถึงจะขึ้นรถปอ 1 ไป แต่ก็ใช่ว่าจะสบายตลอดครับ ธรรมชาติยังคงตามมาเล่นบทโหดกับเราได้อยู่ดี เพราะว่า ตอนซักประมาณ ตี2 ก็มีคนมาบอกให้เราลงจากรถ พร้อมเอาสัมภาระทุกอย่างลงมาด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า ทางขาด โอ้ แม่ง เล่นกูตั้งแต่ตี 2 เลย ก็ลงจากรถพร้อมเป้ตู้เย็นเหมือนเดิม บวกกับของพะรุงพะรังอีกประมาณนึ่ง (ยังไม่ได้แพ๊คดีๆอะนะ) ทางที่เดินครับ แม่ง "มืด" "แฉะ" แล้วก็ "ชัน" อีกต่างหาก โอ้ แม่เจ้า โหดกันตั้งแต่ตี 2 เลยทีเดียว เท่านั้นยังไม่พอ กูเป็นเหี้ยอะไรไม่รู้ รู้สึกมึนหัวตึบๆกันขึ้นมาอีก แถมตอนนั่งรถสองแถวเนี่ย ก็ประมาณว่าจะอวกเอาซะให้ได้ แต่สุดท้าย เราก็ไปถึงที่ บขส แม่งฮ่องสอนอย่างสวัสดิภาพ ที่นั่นนะครับ เป็น บขส ที่ใหญ่มากกกกกกกกกกก แม่ง มีร้านขายของอยู่แค่ร้านเดียวเล็กๆ ประมาณว่าไม่มีอะไรจะขายด้วยซ้ำ(ตกลงที่บอกว่าใหญ่มานั่นคือประชดอะนะ) ตอนที่ถึงตอนแรกเนี่ย ยังไม่ค่อยเชื่อเลยว่าที่นี้มันเป็น สถานีรถประจำจังหวัด แม่ง สุดยอดมากๆ หลังจากนั้นก็ติดต่อให้พ่อหลวงมารับจากที่ บขส ไปตลาด แล้วก็เข้าไปบ้าน พะโข่โล่ เป็นอันจบการเดินทางด้วยรถของเรา ณ ตอนนั้น หลังจากนั้นก็ สองขา กะรองเท้าคู่ใจ อย่างเดียวตลอด 5 วันครับ
ว่าแล้ว ก็มาเริ่มกันเลยแล้วกันนะครับ
วันจันทร์ที่ 19/10/2552 (เนื่องจากว่ามันยาวมาก จะค่อยๆเขียนวันละวันแล้วกัน อิอิ)
วันนี้เริ่มต้นด้วยการออกเดินทางจาก บขส ครับ บรรยากาศก็เหมือนที่คิดไว้แหละครับ เพราะตอนแรกก็คิดว่ามันเป็นเมืองเล็กๆ แล้วก็มีภูเขาล้อมรอบ ถ้าไปแล้วก็คงเห็นบ้านที่เป็นของชาวเหนือ บวกกับมองไปรอบๆก็เห็น ภูเขา บวกกับหมอกในตอนเช้า ถึงแม้จะไม่ค่อยตื่นเต้นก็สุขใจสุขกายมากครับ ที่ได้เห็น ได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้ พอเข้าไปถึงตลาด ความวุ่นวายก็เริ่มคลืบคลานเข้ามาอีกจากนั้นเราก็หาซื้อของสด บวกกับหาข้าวปลากิน จากนั้นก็นั่งรถต่อไปถึงบ้าน พะอือ เลย ระหว่างทางก็นั่นแหละครับ ภูเขา หมอก ทางคดเคี้ยว แม่น้ำ ลำธาร ป่าไม้ มีธรรมชาติทุกอย่างที่ต้องการ ยกเว้นถนนลาดยางที่รถวิ่งอยู่ครับ โดยสรุปในตัวเมืองนี้ก็ถือว่าเป็นเมืองน่าอยู่อันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ (อันนี้ตามทัศนะคติส่วนตัวของกูนา ม่ายเกี่ยวกะคนอื่น)
เอออออ มีไรอีกอย่างที่ควรจะพูดถึงในที่นี้คือ ท่าอากาศยาน ครับ มันแบบว่า มองไกลๆ เหมือนประมาณว่าเป็นเรือนไทยหลังใหญ่ๆ อะไรทำนองนั้นครับ เป็นเอกลักษณ์ม่ายเหมือนครายเลยจริงๆ ต้องลองไปดูเองครับ ว่ามันเก๋ขนาดไหน รู้สึกว่าจะไม่ได้ถ่ายรูปมา เออออ พูดถึงเรื่องถ่ายรูปแล้วก็เจ็บใจไม่หายครับ แม่ง เมียกูเนี่ย ดันม่ายเอากล้องถ่ายรูปมา โหหหหหห แม่ง ตอนที่รู้ตอนแรกเนี่ย แม่งโคตรแค้นเลย "ไปทริปโหด แต่ไม่เอากล้องมา" ทำไปได้ไง ถ้ามันไม่ติดอะไรมากมายจริงๆเนี่ย คนปกติเค้าก็จะไม่พลาดกัน แถมทริปนี้คนไปน้อยอีก กล้องต้องมีน้อยแน่นอน ไมไม่เอามาคร้าบบบบบบบบ คุณเถิก (ขอบ่นหน่อยเฮอะ ตอนนั้นกลัวของขึ้น ไม่อยากจะบ่นมาก) (ปล. คำว่าถือของหนักม่ายช่ายประเด็นที่ฟังขึ้นครับ)
อะ เรามาต่อกันที่บ้านพะอือครับ อ่อออออ ลืมแนะนำผู้นำทริปอันยิ่งใหญ่ของเราครับ เรื่องราวของแกเนี่ย มีเรื่องที่ต้องเล่าเยอะมากกกกก เดี๋ยวจะบอกตอนที่มีสถานการณ์แล้วกันครับ
พะอือ เป็นคนนำทางที่เป็นชาวเขาครับ เกิดที่บ้านห้วยปมฝาด มาได้เมียที่ บ้านพะโข่โล่ ความสามารถพิเศษของพะอือคือ เป็นมนุษย์ที่รู้จักป่าแถวนั้นโคตรๆเลย แถมถ้าเป็นส่วนไหนที่แกไม่คุ้น แกก็ยังพาเราไปได้ โดยอาศัยสัณชาตญาณ ของคนเดินป่าโดยแท้ และอีกอย่างสำคัญมากๆของ พะอือ คือ แกเป็นผู้กว้างขวางในหมู่ชาวเขาละแวกนั้นครับ เดี๋ยวเราจะได้เห็นกันจะๆว่าคุณสมบัติพะอือที่เล่ามาเนี่ย มันแค่ไหน
กลับมาที่การเกินทางกันต่อ พอถึงบ้านพะอือ พ่อหลวงก็พยายามจะบอกเส้นทางกับเราว่าจะไปประมาณไหน ผมก็ฟังๆมา แต่ชื่อหมู่บ้านที่ได้ฟังมันไม่ค่อยคุ้นหูแฮะ ดูดีๆ เฮ้ยยยย มันไม่ใช่ทางที่กูคาดว่าจะไปนี้หว่า แต่เอาเถอะ จะไปทางไหนก็ได้ ขอแค่ได้ข้ามแม่น้ำปาย กับ เดินให้ถึงปายก็พอละ หลังจากจัดแจง แพ๊คของเสร็จแล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทางขึ้นเหนือ ตามทางในหมู่บ้านไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะเข้าป่า เราก้จะเจอ โบสถ์คริตส์ จากนั้นก็เป็นไร่ของชาวบ้าน สลับกับป่า ช่วงนี้ยังไม่ชันมาก กำลังขาก็ยังดีอยู่ ถึงแม้อาการมึนหัวกูจะยังไม่หายไป แต่ก็ยังไม่มีอะไรมาก เดินมาซักพักก็จะเจอลำธารครับ ถามชื่อลำธารกะพะอือแล้ว แต่ตอนนี้ก็จำไม่ได้แล้วด้วย รู้แต่ว่าเป็นคนละลำธารกะที่คุณหมอไป แต่ความสวยงาม กับลักษณะการเดินเนี่ย ก็คล้ายๆกันกับลำธารนั้นแหละครับ
กูถามพะอือว่า "ทำไมเค้าถึงพามาทางนี้" พะอือบอกว่า "ทางนั้นทากมันเยอะ กลัวว่าพวกเราจะไม่เป็นอันเดินกัน" ช่วงนี้พวกเราก็เดินไปด้วย ชักภาพไปด้วย ชมวิวทิวทัศน์ไปเรื่อย บางที่ก็เป็นเหมือนออบครับ คือเป็นหน้าผาทั้งสองข้างทางที่อยู่ติดๆกัน อะไรทำนองนี้ ก็เดินลัดเลาะสายน้ำไปเรื่อยๆซักประมาณ 3 กิโลได้ จากนั้นพวกเราก็ต้องเจอกับของจริงครับ พอเริ่มเดินออกจากแม่น้ำ ความชันของทางที่เดินก็เริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ สำหรับคนที่อยากดูแผนที่ประกอบ ก็ http://maps.google.com/maps/ms?ie=UTF8&hl=en&msa=0&msid=116929581382813691179.00047439469ccedaa3d87&ll=19.294618,98.054352&spn=0.061567,0.15398&t=p&z=13 คลิกเข้าไปในนี้ได้เลยครับ เป็นแผนที่ที่กูทำขึ้นมาหลังจากไปทริปมาแล้ว (ไม่ได้ใช้ GPS นะ ลากๆเอาตามที่คิดว่ามันน่าจะเป็น) เส้นทางสีเขียวเป็นเส้นทางที่เดินจริง ส่วนสีน้ำเงินเป็นเส้นทางที่คาดว่าจะเดิน แต่ก็ไม่ได้เดิน ถ้าสังเกตุให้ดี จะเห็นว่า 2 เส้นทางนี้มันไม่ทับกันเลยแม้แต่นิดเดียว 555 นี้แหละครับ ทริปโหด ถึงจะเตรียมมาดี แต่ถึงเวลาก็ตามน้ำมันตอนนั้นแหละ 555 ขอแนะนำการใช้แผนที่หน่อยแล้วกันครับ ลองคลิ้กให้มันโชว์เป็นแบบ Terrain ดูนะครับ จะเห็นถึงความชันที่เดินอย่างชัดเจน
กลับมาที่เดิมเราดีก่า (รู้สึกจะออกนอกเส้นทางเยอะมากนะครับ 555) อานะ ก็บอกแล้วว่ารายละเอียดมันเยอะ ลักษณะป่าที่เดินหลังจากผ่านธารน้ำมาก็เป็นป่าต้นไม้สูงๆ ใหญ่มากๆ บวกกับ ต้นวัชพืชเตี้ยๆ หรือเป็นต้นไม้เล็กๆ อะไรทำนองนั้น ช่วงนี้เดินไปได้ไม่นานก็ต้องพักล่ะครับ ธรรมชาติมันสร้างมาให้ชันมาก เราก็ต้องพักมากเป็นธรรมดา ขนาดเวลาตอนกินข้าวเนี่ย ยังหาพื้นที่ราบๆกินกันไม่ค่อยได้เลยครับพี่น้อง
ขอเล่าช๊อดหลังกินข้าวซักนิดนึ่งครับ โดยปกติหลังกินข้าวเสร็จ พวกเราก็เก็บรวบรวมขยะทุกอย่างไว้ในถุงขยะ เพื่อที่จะเก็บออกนอกป่าเวลาเราเดินทางออก ซึ่งทริปนี้เราก็ทำอย่างนั้นครับ ขยะถูกรวบรวมแล้ว ก่อนออกเดินทาง กูก็กำลังหาที่มัดใส่กะเป้อยู่ ทันใดนั้นเอง ก็มีมือมาหยิบไป แล้วก็โยนมันลงไปที่หน้าผาด้านล่าง พร้อมกับมีเสียงดังออกมาว่า "โยนไว้ในป่าเนี่ยแหละ เดี๋ยวไฟป่ามา มันก็หายไปเอง" โอ้ ......... พะอือออออออออออ ทำกันได้ กูได้แต่มองหน้ากับไอ้จิน แล้วก็บ่นๆเรื่องประมาณว่า ถ้าเรามาเที่ยวป่าเราก็ไม่อยากเจอขยะเกลื่อนป่า อะไรทำนองนั้น 555 หวังว่าพะอือคงเข้าใจ หลังจากเก็บของเสร็จ ก็เริ่มออกเดินทางต่อ ดินไปได้ซักพัก อาการเมื่อยล้าของกูก็ค่อยๆกระหน่ำเข้ามา ต้องหยุดพักบ่อยๆ หลายคนก็ทักว่ากูเป็นไรไปเนี่ย ดูเหมือนไม่ฟิตเอาซะเลย กูก็แปลกใจกูเหมือนกัน คิดว่าคงเป็นอาการมึนหัวตึบๆตั้งแต่เมื่อคืนแหละ แม่งตามมาราวีถึงในป่า พอเดินไปอีกซักพัก ตะคิวก็เริ่มจะมาอีก โหะๆ ปล่อยไว้คงไม่ดีแน่ๆ
แล้วไอ้จินก็พูดมาว่า "เปลี่ยนเป้กันก็ได้นะ มันก็อยากลองแบกเป้ตู้เย็นดูซักครั้งในชีวิต ไอ้เราก็อะนะ เป็นตัวถ่วงให้ช้าป่าวๆ ก็เลยเปลี่ยนเป้กะมัน พอให้ขาหายจากอาการตะคิวแล้วค่อยเปลี่ยนกลับ แต่พอเปลี่ยนไปแบกเป้ไอ้จินเท่านั้นแหละ แม่งงงงงงงง รู้สึกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน มันรู้สึกประมาณว่า เป้มันแทบจะไม่มีน้ำหนักที่น่ารำคาญใจเลย ถึงแม้มันจะต่างกันไม่กี่กิโลก็ตามเถอะ ถ้าอยากรู้ความรู้สึกนี้ มันต้องลองเองจริงๆครับ มันสุขี แทบจะวิ่งได้อยู่แล้ว 555 ไอ้จินก็รับบทหนักไป อิอิ สบายกู ซักพักนึ่ง ขากูก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง จะขอเปลี่ยนกลับ แต่จินก็บอกว่า ไหนๆก็ไหนๆละ ขอแบกจนถึงที่พักเลยได้มะ ใจจริงเราก็ไม่อยากจะทำร้ายน้องหรอก แต่ถ้ามันเป็นความประสงค์ของมันก็ตามใจอะนะ อีกอย่าง ทางก็ไม่ค่อยจะชันแล้ว แถมใกล้ถึงแล้วด้วย ระหว่างทางช่วงนี้ (เป็นเขาที่ค่อนข้างสูงแล้ว) พะอือ ก็จะชี้ให้ดูนั่นดูนี้ไปเรื่อยถ้ามีโอกาศ อย่างเช่น ตัวเมืองปาย แม่น้ำปายฝั่งแม่ฮ่องสอน ดอยสะเงาะ หรือดอยอื่นๆที่จำไม่ค่อยได้แล้ว 555 หลังจากเดินๆๆๆๆๆ เราก็มาเจอป้ายครับ เป็นป้ายกลางป่า ที่บอกทางไปสำนักสงห้วยป๊อ คิดว่าคงอีกไม่ไกลจะถึงหมู่บ้าน แต่ก็นั่นแหละ ถึงแม้พะอือจะบอกว่าอีกไม่ไกล แต่ด้วยความหนื่อยล้า บวกกับความใจจดใจจ่อ ว่ามันจะถึง มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า "แม่ง ไมมันไม่ถึงซะทีวะ" แต่พอเดินได้อีกซักพัก เราก็มาถึงหมู่บ้าน ห้วยป๊อ จนใด้
สิ่งแรกที่บ่งบอกว่าถึงหมู่บ้านแล้ว คือเราเจอควายของชาวบ้านนั่นเอง มองไปอีกไกลลิปๆ ก็จะเห็นบ้านคน พร้อมกับยุ้งฉางของชาวบ้าน และที่สำคัญกว่านั้นคือ เจอสาวอาบน้ำกลางแจ้งครับ โอ้ แม่เจ้า อาบกันหลายคน ทำเสียงระลิระลี้เหมือนว่าอายพวกเรา แต่ก็ยังจะอาบต่อ ไอ้เราก็หยุดพัก อยากให้เค้าอาบให้เสร็จแล้วค่อยเดินลงไป แต่เค้าก็อาบไม่เสร็จซะที พะอือ ก็เดินนำไปละ ก็เลยตัดสินใจเดินตามไป (จนถึงที่มันอาบ มันก็ยังอาบไม่เสร็จอีก แต่มันไม่ใช่สาวเท่าไหร่ครับ ยังเป็นเด็กอยู่ ประมาณ ประถมปลายอะไรทำนองนั้น) พอเดินลงซักพัก สิ่งที่สะดุดใจอย่างแรกเลย คือ กูจะกางเต้นท์นอนตรงไหนหว่า และแล้วก็มาถึงที่ประมาณว่าเป็นกลางหมู่บ้าน "แม่ง วิวโคตรสวยเลย มองเห็นดอยสะเงาะทั้งเทือก แถมมีเมฆหมอกลอยผ่านไประเรื่อๆอีก" แม่ง ตัดสนใจเอาแม่งมันตอนนั้นเลยครับว่า "เฮ้ย นอนกันตรงนี้แหละ" หลังจากนั้นก็จัดการถ่ายรูปเอาถาพสวยๆพวกนี้ พร้อมกับบอกให้จินกางเต้นท์ แล้วกูก็เดินไปหาพะอือ เพื่อที่จะหาน้ำ หาเตาเอาไว้ป็นสะเบียงคืนนี้
พอเดินไปถึงที่บ้านที่พะอืออยู่ ก็รู้ได้ว่า ประมาณว่าพะอือเตรียมจัดที่นอนให้เราในบ้านของชาวเขาเรียบร้อยแล้ว แถมติดไฟ เตรียมหุงข้าวให้เราแล้วด้วย ไอ้เราก็อยากนอนเต้น เพราะไม่ได้นอนอย่างงี้มานานละ ก็เลยขอไปนอนเต้นท์ อะนะ หลังจากนั้นก็เตรียมทำอะไรทุกอย่างเหมือนที่เคยแหละครับ เหล้าก็เอามา น้ำก็เอามาแล้ว ติดไฟก็แล้ว แค่รอให้แม่ครัวกับเมียกูอาบน้ำเสร็จ ก็ถือว่าจบพิธี ระหว่างนั้นก็ร่ำสุรากะไอ้จิน กะพะอือ แล้วก็เพื่อนพะอืออีกคน (จำชื่อไม่ได้แล้วด้วย โทษนะคร้าบบบบ) หลังจากแม่ครัวมาแล้วก็จัดการทำกับข้าว ก็อะนะ ไม่ผิดหวังจริงๆ แม่ครัวคนนี้ ทุกคนอิ่มอร่อยกันอย่างมีความสุข ตอนที่ทำกับข้าวอยู่ก็มีน้องๆ (คิดว่าคงเป็นคนที่อาบน้ำอยู่ตอนมาตอนแรกอะนะ) เค้าก็เดินเข้ามาพร้อมกับถามว่า ซื้อกระเป๋ามั๊ยค่ะ ไอ้เราเห็นแล้วก็ม่ายค่อยจะอยากเท่าไหร่เพราะไม่รู้จะใส่อะไร แต่ก็นึกได้ว่า เราก็เอาไว้ใส่ของเศษๆเหลือที่มันยัดใส่เป้ไม่ได้ก็ได้นี้หว่า จากนั้นก็จัดการซื้อไป 1 ใบ ราคา 80 บาท แต่น้องไม่มีตังทอน ก็เลยให้ 100 ไปเลย 555 ถือว่า 20 เป็นค่าบริการจัดส่งถึงที่ 555 หลังจากนั้นก็นั่งร่ำสุราต่อ แล้วก็มีชาวเขาที่หมู่บ้านนั้นมาคุยด้วย ก็ก้งกันไปตามระเบียบ (ถ้าจำไม่ผิดเนี่ย จะมีชาวเขาคนท้ายๆที่มา แล้วก็กินไปหลายเป๊ก แล้วก็คุยโม้ไปหลายอย่าง สุดท้ายบอกว่าพรุ่งนี้เช้าจะมาส่ง แต่ก็ม่ายเห็นเจอเลย 555) เหล้าจากน้ำกะโทมเนี่ย มันแรงดีจริงๆครับ พี่น้อง เอิ้กๆ ขนาดชาวเขากินไปไม่เยอะยังหน้าแดง เดินเซไปเซมาเลย หลังจากนั้นทุกคนก็เข้านอนอย่างมีความสุข
อีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องกล่าวถึงสำหรับหมู่บ้านนี้ ที่ถ้าทุกคนมาเจอครับ คำถามนึ่งที่ทุกคนต้องถามชาวบ้านในหมู่บ้านคือ "หมู่บ้านนี้มีกี่หลังคาเรื่อน" เพราะถ้าลองนับดู มันก็แค่ 1 2 3 4 5 6 อะไรประมาณนี้ครับ มันเห็นประมาณนี้จริงๆครับ ยืนอยู่ที่เรากางเต้นท์อะ มองเห็นบ้านได้ทุกหลังคาเลย คำตอบของคำถามนี้ก็คือ 6 จริงๆครับ ไม่มีแอบ ไม่มีซ่อนที่ไหนอีก มีแค่นี้จริงๆ โอ้...... แม่เจ้า 6 หลังคา มันเป็นหมู่บ้านด้วยหรอวะเนี่ยยยยยยยยย
สรุปวันนี้เราออกเดินทางประมาณ 9 โมง ถึงที่นั่นประมาณ 5 โมงเย็น ระยะทางประมาณ 8 กิโล เวลาที่กูใช้เขียนนี้ก็ประมาณ 2 ชั่วโมงครับ
เอาล่ะครับ วันนี้เราก็ออกนอกลู่นอกทางไปประมาณนึ่งเลยเน้อ จริงๆรายละเอียดหลายอย่างก็มีม่ายครบ ทั้งที่กูลืมบ้าง หรือ ไม่อยากเขียนบ้าง คนที่ไปด้วยกัน รู้สึกว่าขาดตกบอกพร่องอะไร ก็ช่วยเติมกันได้เด้อออออออ
20/10/2552
4/6/2008 it is my blogโว้ๆๆๆๆ
ไม่เจอกันตั้งนาน บล้อกสุดที่รักของกู วันนี้เป็นไรไม่รู้ งานเยอะ แต่ไม่มีอารมณ์ทำงานซะงั้น 555 ในที่สุดก็นึกถึงเพื่อนเก่า ยามที่เหมือนจะว่าง หรือเรียกง่ายๆว่า ช่วงที่ขี้เกียจ
เออ นึกไรออกละ สืบเนื่องจากบล้อกก่อนโน้นนนนนนนน นานมากแล้วจนกูเกือบจะลืม แต่ก็เป็นบล้อกที่ได้ใจมากเลยทีเดียว
บล้อกนั้นกูเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชาวนา ชาวนาผู้ซึ่งไม่เคยท้อ ไม่เคยถอย เพราะเค้าไม่เคยเหนื่อย นอกจากจะทำจนหมดแรง
หลังจากกูเขียนบล้อกนั้น ก็มีหลายคนคอมเม้นประมาณว่าซึ่งกะคติของชาวนาคนนี้มากมาย คนที่เป็นเอามากที่สุดก็น้องจ่ำม่ำนี้แหละ เม้นไม่พอ ก็มาคุย แถมขอบคุณกูอีกต่างหาก
จากวันนั้น ถึงวันนี้ (จริงๆแล้วชข่วงปีใหม่มั่ง ถ้าจำไม่ผิด) กูก็ได้คุยกับชาวนาคนนี้อีกครับ กูนึกได้ว่ามีคนซึ่งใจกับคติของเค้า กูเลยเล่าให้เค้าฟังไปว่า กูเอาเรื่องของเค้าไปเขียนในบล้อกกูแล้วคนอื่นเค้ามาเห็นแล้วเค้าก็ซึ่งใจ คิดว่าคตินี้มันได้ใจอะไรประมาณนั้น
พอพูดเสร็จ ชาวนาคนนั้นครับ แม่ง ตาบวมแดง ร้องไห้ออกมา แล้วก็ขอบคุณกูซะหลายๆทีเลย แหม่ จะขอบคุณกูไมวะ กูดิต้องขอบคุณพ่อเค้า 555 ว่ามะ
โว้ๆๆๆๆ.....
นอกจากจะขอบใจชาวนาคนนั้น ที่ทำให้กูมีกำลังใจกลับไปทำงานได้ซะที ยังต้องขอบคุณเพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกูเลย บล้อกกูนี้แหละ กูไม่สนใจมันตั้งนาน แต่มันก็ยังรอกูกลับมาเขียนมันอยู่ โหะๆ ซึ้งครับ พี่น้อง
แต่อะนะ ต้องไปทำงานแย้วววววววววววว
เจอกันเมื่อชาติต้องการ 1/19/2008 ExTAA IX Langkalung ว้า......ต้องกลับกรุงเทพซะละ เหมือนพึ่งอยู่บนเขาแค่แป๊บเดียวเอง.... เสียงบ่นของลูกทริปบางคนที่ลอยเข้าหูกูหลังจากลงจากยอดเขาเพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพ แม่ง กูจะบอกว่ากูก็เป็นเหมือนกันกะพวกมึงนั่นแหละ แล้วที่สำคัญ ก็เป็นมา 9 ครั้งแล้วครับพี่น้อง ว้าววววว นึกถึงแล้วยังอยากกลับไปอยู่เลย
สำหรับทริปนี้ก็นั่นแหละครับ มันก็ไม่เหมือนทริปอื่นๆอยู่ดี (แต่ละทริปก็มีอะไรแตกต่างกันไป) จุดเด่นของทริปนี้อยู่ที่เขาครับ แม่ง ป่าทางภาคเหนือเนี่ย มันเป็นเขาจริงๆครับ โดยเฉพาะถ้ามองบนยอดเขาที่มีวิวทิวทัศน์ 360 องศาล่ะก็ แม่ง ภูเขาเรียงตัวสลับซับซ้อนจนสุดลูกหูลูกตาทุกทิศทางเลยครับ มีกล้องก็ใช่ว่าจะจับภาพทั้งบรรยากาศเช่นนี้ไว้ได้หมด โหะๆ เขียนไปก็อยากดูรูปไป แม่ง ม่ายมีครายเอารูปมาให้ดูเลยยยย อยากดูๆ
ความพิเศษของทริปนี้คือ มันเป็นทริปแรกที่เรามีเสื้อประจำทริปครับ โดยทั้งนี้ต้องขอขอบใจลูกทริปดีเด่นของกูครับ ไอ้กอล์ฟอาสาเป็นคนจัดการให้ ชอบมากๆครับ สวยดีๆ.....แต่ก็น่านแหละครับ ส่วนหนึ่งก็ต้องแสดงความเสียใจกะลูกศิษย์คนเดียวในค่ายอาสาของกูที่แม่ง รายงานตัวช้าเกิน เลยอดได้เสื้อเลย (ทำมา 12 ตัวก่อนที่มันจะตัดสินใจไปอะนะ) อันนี้ถ้าอยากได้จริงๆก็ไปเคลียร์กะไอ้กอล์ฟเอาเองแล้วกันครับ แต่บล้อกที่ screen เสื้อยังอยู่ที่กูอะนะ
ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของทริปนี้คือลูกทริปครับ ซึ่งปกติลูกทริปจะเป็นคนในชมรมค่ายอาสาซะหมด แต่คราวนี้มีเด็กนอกสังกัดค่อนข้างมากไม่ว่าจะเป็น น้องอิ๋งสุดที่รักของกู น้องสา พี่สาวไอ้กอล์ฟ แล้วก็ไอ้พัท ซึ่งนี้ยังไม่นับน้องนุ่น นางฟ้าสุดสวยของไอ้เหี้ยอาทมัน 555 (เด๋วเล่าๆ ในรายละเอียดของแต่ละคำพูดติดปาก และเหตุการณ์สำคัญครับ โหะๆ นึกแล้วก็อมยิ้มขึ้นมาเลยทีเดียว) และนี้ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทริปนี้แตกต่างจากบรรยากาศจากทริปอื่นค่อนข้างมากนั่นเอง ประมาณว่า จะโหดก็ไม่โหด จะสบายก็ไม่สบาย แต่ความฮา ความมันส์ ยังรักษามาตรฐานเดิมครับ ยิ่งทริปนี้มีเพื่อนอาทมาซะอีกด้วย ความพิเศษอีกอย่างของทริปนี้คือ โอ้....ว้าววววว คืนสุดท้ายไม่ได้แดกเหล้าครับ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะว่าเหล้าหมดก่อน แต่เพราะว่า เป็นความตั้งใจของกูที่จะดูความสวยงามของท้องฟ้าเวลาที่มีดาวอยู่เต็มฟ้านั่นเองครับ (ไปทริปทีไร ม่ายเคยได้ดูดาวซะทีเล้ยยยย)
เริ่มต้นทริปแบบตะกุกตะกักที่มหาลัยครับ เพราะยังไม่ได้เตรียมของหลายอย่าง แถมกูตื่นสายอีก แล้วที่สำคัญยังไม่ได้บอกอาจารย์เลยครับ พี่น้อง แต่อย่างไรก็ตามทุกอย่างก็เสร็จสิ้นพร้อมกับการกินข้าวพร้อมกันที่ตึกจุลแล้วก็ออกเดินทางโดยรถเมล์ไปหัวลำโพง (ประมาณว่าเหมารถเมล์เลยครับพี่น้อง เพราะแม่ง มันจะหมดระยะอยู่แล้ว) ถึงหัวลำโพงก็แบบว่าหวุดหวิดพอดีตามที่ตั้งใจไว้อะนะ บรรยากาศนั่งรถไฟก็แปลกๆไปเพราะไม่ค่อยได้ขึ้นรถไฟตอนบ่ายซะที นั่งอยู่นานหลายคน ก็ต่างคุยกันไป ส่วนไอ้พวกน้องหน้าใหม่ก็โน้นแหละครับ นั่งมองหน้าอยู่เบาะเดียวกันโน้น ไอ้พวกเด็กชมรมก็ทำตัวตามสบายกันไป ไม่นานนักความเซ็งก็เริ่มบังเกิด แต่ไอเดียก็ยังบรรเจิดกว่าอยู่ดีทันทีที่ตัดสินใจให้ไอ้พัทเอาไพ่ขึ้นมาเล่น โหะๆ เล่นแม่งจนดึก นอนก็นอนไม่หลับอีก โหะๆ สรุปกูได้นอนอยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมงนี้แหละมั่ง ตอนขึ้นรถนี้แม่งโคตรร้อน แต่พอใกล้ถึงเชียงใหม่นี้ แม่งโคตรหนาว ดูจากเครื่องมือวัดอุณหภูมิของไอ้อาทอ่านค่าได้ประมาณ 15 องศา ว้าววววว ลดลงมาครึ่งนึ่งเลยเห็นจะได้
11/01/2551
เริ่มต้นเช้าวันใหม่กับที่แห่งใหม่ด้วยความหนาวเหน็บแล้วก็ว่นวายครับ ไอ้ความหนาวเหน็บนี้ก็บอกไปแล้วในย่อหน้าก่อน แต่ความวุ่นวายนี้ดิครับ แม่งงงงง พูดแล้วก็ยังเซ็งไม่หายยยย รถไฟมาถึงประมาณตี 5 ครึ่ง กูนัดให้เจ้าหน้าที่ที่อุทยานมารับที่สถานีตอน 6 โมง ระหว่างนั้นก็ให้ลูกทริปทำกิจวัตรส่วนตัว ส่วนกูก็ซื้อตั๋วรถไฟขากลับ พร้อมกับตัดสินใจกลับรถเที่ยวบ่าย 2 50 ครับ (แบบว่า ไม่กล้าตัดสินใจเท่าไหร่เพราะกลัวลงมาไม่ทันอะนะ) และที่วุ่นวายที่สุดคือโทรหาเจ้าหน้าที่กะว่าจะถามว่ามาถึงไหนแล้ว แม่ง พี่แกดันเล่นปิดโทรศัพท์ซะงั้น แม่ง คิดราคาแพงแล้วยังบริการ......ไม่อยากจะพูด แถมโทรไปที่ทำการ ยังบอกว่าไม่มีรถมารับซะอย่างงั้นอีก แม่ง ควยจริงๆ กูต้องไปติดต่อรถแดงสำรองไว้ บอกเค้าว่า ถ้าซัก 6 โมงนิดๆแล้วถ้าเจ้าหน้าที่ยังไม่มา กูเหมาเค้า ตกลงราคากันแบบ อิอิ แอบดีใจ นานๆทีจะต่อรองราคากับพวกพ่อค้าประมาณนี้ได้ดี (รู้ราคาจากทั้งเจ้าหน้าที่ แล้วก็ราคาจากการสอบถามของเพื่อนแจ๊คอะนะ) หลังจากโทรไม่ติดประมาณ 6.30 ก็ตัดสินใจไปกะรถแดงล่ะครับ บอกเค้าแวะซื้อของที่กาดหลวงก่อนในที่สุด ความวุ่นวายยังไม่หยุดแค่นี้ครับ เพราะต้องให้น้องอิ๋งมาหาที่กาด แถมคนขับรถบอกว่าจอดรถที่นี้ได้ไม่นานอีก แม่งงงงงงๆๆๆๆ ซื้อของอย่างไม่มีความสุขเอาซะเล้ยยยยย แถมน้องอิ๋งมาเลทอีก โอ้ มันจะพร้อมใจกันมาทำลายบรรยากาศกูอะไรนักหนาวะ สาดดดด สรุปคือ นัดน้องอิ๋งไปที่โลตัส บวกกับ ลืมซื้อของหลายอย่างทั้งที่นึกได้ตอนนั้นแล้วตอนหลัง แม่ง ลืมซื้อน้ำ ลืมซื้อหวด(นึกได้ตอนอยู่ที่อุทยาน) ลืมซื้อเครื่องปรุงทำลาบ (นึกได้ตอนที่อยู่บนเขาอะนะ) เอาวะ ออกเดินทางถึงที่ทำการก็ประมาณซัก 8-9 โมงละ แถมจัดของ จ่ายตังค์กะเจ้าหน้าที่อีก....และแล้วก็มาถึงที่สุดแห่งความวุ่นวายครับ เจ้าหน้าที่ไม่เคยบอกกูเล้ยยยย ว่าต้องเสียค่าทำเนียม บวกกับค่าประกันอุบัติเหตุอีกแม่ง เท่านี้ยังไม่พอ ยังมาบอกว่าต้องเหมารถอีกคันถึงจะพอคนอีก นั่นมันคันละ 1700 นาคร้าบบบบ แม่งควยจริงๆเลย เอาวะ ไหนๆมาแล้วไม่มีทางเลือก ต้องเรียกเก็บตังค์ลูกทริปเพิ่มอีก แม่ง เซ็งๆๆๆ ม่ายอยากทำอย่างงี้เล้ยยยย แถมรถมันก็ไม่ใช่รถโฟร์วีลของอุทยานอย่างที่คิด แต่เป็นรถกะบะของชมรมเดินป่าเค้านั่นเอง โหะๆ แม่งนี้ถ้าไปรับกูที่สถานีรถไฟมันจะได้มั๊ยนั่นน่ะ สงสัยโดนเสียตังค์เพิ่มอีกแน่นอนเก็บของ กินข้าว บวกกับยืมหวดจำเป็นกะเจ้าหน้าที่จากนั้นก็ออกเดินทางไปสถานีเรด้าครับ ก่อนออกเดินทางครับ ลองยกเป้ตู้เย็นของกูดู แม่งงงงงงง คราวนี้แหละครับ คราวนี้แหละที่มันหนักสุดๆจริงๆ เท่าที่เคยแบกมา แม่ง เฉพาะเสื้อผ้ากับถ้วยจานชามมีด ก็ปาเข้าไป 17 กิโล บอกไก่หมู 4 กิโลแล้วก็น้ำแข็งที่แช่มาอีกก็ เกือบ 10 กิโล แถมน้ำอีก 7 ขวด แม่งเกือบ 30 กิโลได้ครับ พี่น้อง นึกใจครับ แม่งเอาวะคราวนี้ฟิตอยู่เพราะไปวิ่งก่อนมาอยู่ เดินไปซักพักก็ได้คุยกะเจ้าหน้าที่นำทางครับ (พี่สมชาย) โหะๆ ต้องข้ามเขา 5 ลูกครับ ถึงจะถึงผาโง้มครับ (ยอดเขาแรกที่จะกางเต้นนอนอะนะ) ตอนที่พี่เค้าบอกนิ เดินมาจนหอบแห๊กๆละ พี่เค้าบอกยังไม่ได้ขึ้นเขาซักลูกเลยครับ พี่น้อง เดินไป มองหันหลังกลับมาเห็นลูกทริปแต่ละคนแล้วก็ 555 น่าสงสารจริงๆ พอทางเริ่มสูง ความเงียบเริ่มมาเยือน เดินตามสันเขาที่แคบตามที่ในเวปบอก แม่งหนักมากๆครับ แต่ก็ยังพอมีเสียงหัวเราะจากลูกทริปทั้งหลายจากมุขเดิมบ้างใหม่บ้าง เล่นไปเดินไป เหนื่อยไปพักไปไม่นานเกินรอก็มาถึงสันเขาสุดท้าย (ตอนนั้นไม่รู้ว่ามันสุดท้ายอะนะเพราะคิดว่าคงเข้าไปใกล้ผาโง้มมากกว่านี้) ทันใดที่ได้ยินเสียงตัดไม้ของเจ้าหน้าที่ อะดินาลีนก็เริ่มหลั่งทันทีครับ เพราะมันบ่งบอกว่าใกล้ถึงแล้ววววว เดินมาไม่กี่อึดใจก็มองเห็นเจ้าหน้าที่กะลูกหาบตัดฟืนแล้วก็ติดไฟไว้รอเป็นที่เรียบร้อย พวกเราก็เริ่มเดินลงไป พอถึงที่พักนิ โหะ ดีใจน้ำตาแทบไหล แม่งงงงงง กูทำได้โว้ยยยยย กูแบกมันมาได้จริงๆโว้ยยยย ไม่น่าเชื่อจริงๆครับ เพราะตู้เย็นคราวนี้มันหนักสุดๆจริงๆ หลังจากนั้นก็ทำการกางเต้นท์เตรียมกับข้าวล่ะครับ ก็อย่างที่บอกไป มันขาดไปหลายๆอย่าง กับข้าววันนั้นก็เลยอะนะ ถือได้ว่าอนาถาที่สุดเท่าที่เคยไปทริปมาก็ว่าได้ พอกินเสร็จก็ยังมีการปิ้งปลาหมึก ร่ำสุรา แล้วก็ ย่างหมูไว้กินพรุ่งนี้ ซึ่งหน้าที่นี้ก็เป็นของไอ้ตุ๊กๆ กะไอ้กอล์ฟล่ะครับ ส่วนกูก็ขอเข้าไปนอนกะสุดที่รักกูอย่างมีความสุขล่ะครับ วันนี้นอนหลับอย่างง่ายดายเนื่องจากไม่ได้นอนแถมเหนื่อยอีก หลังจากที่พวกไอ้ตุ๊กๆมันกวนกูได้นิดหน่อย รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าเลยครับพี่น้องงงงงงง
12/01/2551
แม่งงงงงงง.... พ่อแม่พี่น้องคร้าบบบบบบ เซ็งสุดๆ เซ็งไปเลยจริงๆ กูเขียนวันที่ 12 อย่างละเอียด เขียนด้วยความเมามัน นึกได้ว่าเผือ่เครื่องมันแฮ้งไป กูก็เลยคิดว่าจะ save มันไว้ซะหน่อย เหี้ย เครื่องมัน restart ตัวเองซะงั้นแม่ง ผลงานชิ้นโบแดงของกู เขียนใหม่มันก็ไม่....เห้อ....ความเซ็งบังเกิด เดินออกไปหาซื้อไรกินที่ 7-11 ซะหน่อย พร้อมกับซื้อยาแก้เจ็บคอด้วย กลับมาก็เลยมานั่งเขียนนี้แหละครับ และเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน ทีนี้ก็เลยเขียนใส่ word ไว้เลยนิ
มาเริ่มต้นกันใหม่เลยแล้วกันครับ พี่น้อง เริ่มจากตื่นนอนตั้งแต่เช้า....ไม่ดิ ไม่เช้าเลยครับพี่น้องสำหรับที่โน้น 555 จริงๆกูตั้งใจตื่นสายหน่อยอะนะ เพราะแอบรู้มาก่อนว่าระยะทางมันแค่ซัก 3 กิโลโดยประมาณเท่านั้นเอง บวกกับเมื่อวานไม่ได้นอน และวันนี้ก็เหนื่อยมากมาย ก็เลยอะนะ นอนไปซะยาวเลย ตื่นอีกทีก็เพราะเสียงโวกเวกโวยวายของพวกลูกทริปกะไอ้อาทนั่นแหละครับ แม่ง มันจะตื่นเช้ามาไมวะ 555 แต่ก็ดีอะนะ กูตื่นมาก็ได้แดกโอวันตีนเลย บวกกับอากาศยามเช้าท่ามกลางป่าเขานิ โหะๆ มันสุขขีอย่าบอกใครเชียว หลังจากตื่นมาก็พึ่งรู้ครับ แม่ง พึ่งรู้ว่าไอ้พวกนี้มันนอนข้างนอกกัน กูล่ะเซ็งจริงๆเลย แล้วพวกมึงจะให้กูเอาเต้นท์มาทำไมตั้ง 5 หลังวะเนี่ย สาดดดดด ตอนหลังพึ่งมารู้จากพวกมันว่า นอนรอบกองไฟยังอุ่นกว่านอนในเต้นท์อะนะ(กูนอนที่ไหนก็อุ่นอะนะ ถ้ามีน้องอิ๋ง วิ๊ดวิ้วววววว เอิ้กๆ เล่นมุขเองซะงั้น 555) หลังจากกินโอวันตีนเสร็จก็จัดการเลยครับลงไปล้างหม้อที่ข้างล่าง แม่ง พึ่งรู้ว่าทำไมบอกให้พวกมันลงไปล้างหน้าแปรงฟันที่ข้างล่างแล้วทำไมพวกมันไม่ไปกัน แม่ง ทางโคตรชันเลยครับ พี่น้อง แถมเป็นดินโล้นๆไม่มีที่จับอีก โอ้ ว้าววววว วิ่งลงไปแป๊บเดียวก็ถึงละ ล้างหม้อถ้วยจานชามจนเสร็จไอ้นุ่นถึงตามลงมาโอ้....ช้าไปจริงๆ แต่ก็เอาเตอะ อย่างน้อยมันก็ยังมีน้ำใจอะนะ จะบอกว่า น้ำกลางป่าบนยอดเขาเช้าๆนิ ได้ใจดีจริงๆครับ พี่น้อง แม่งกระตุ้นให้ตื่นยิ่งกว่ากาแฟซะอีก 555 กลับขึ้นมาก็จัดการต้มมาม่า กินๆๆๆๆ เสร็จก็จัดการเช็คน้ำเสร็จ ก็ลงไปเติมน้ำมา จากนั้นก็แพคของเตรียมตัวออกเดินทางต่อไปครับ ก่อนออกเดินทางกูก็คุยกะพี่สมชายได้ความว่า มันมี 2 ทาง ทางหนึ่งคือเดินขึ้นยอดผาโง้ม แล้วก็ลงจะใช้เวลาเยอะมากแล้วทางก็ชันด้วย มีโอกาสที่จะไปดูดวงอาทิตย์ตกที่ลังกาหลวงไม่ทัน อีกทางนึ่งเป็นทางลัดเลาะตามไหล่เขาไปเรื่อยๆ เอาวะ เพื่อที่จะไปสัมผัสบรรยากาศดวงอาทิตย์ตกให้ชุ่มช่ำใจคุ้มค่ากับการแบกของขึ้นมา ก็ไปแม่งทางลัดนี้แหละวะ 555 เดินไปได้ซักพัก โอ้ ว้าวววววว ลัดเลาะตามไหล่เขานี้มันได้ใจจริงๆครับพี่น้องงงง แม่ง มองไปข้างบนเห็นแต่รากต้นไม้ต้นหญ้า มองลงไปข้างล่างเห็นแต่ยอดไม้ แต่พอมองกลับมาที่ตีนตัวเอง แม่ง ....มีพื้น
ที่พอให้เท้าวางได้ซะงั้น โหะๆ แถมบางที่ไม่พอสำหรับเท้าด้วยซ้ำครับ พี่น้อง เท่านี้ยังไม่พอ พี่สมชายยังบอกอีกว่า ที่ตรงนั้น เคยมีลูกหาบตกลงไปแล้วด้วยยยย แม่ง แล้วลูกทริปกูล่ะ ...จะไปได้มั๊ยเนี่ย ที่นั่งพักก็ไม่มีอีก เอ้า เอาเข้าไป สาดดดด ค่อยๆกะดึบๆอยู่ซะพัก ในที่สุดรเราก็หลุดจากทางไหล่เขาจนได้ แล้วเราก็ได้เจอความสวยงามอีกของภูเขาสำหรับเช้าวันนี้เป็นครั้งแรกครับ ว้าววววว วิวยอดเขาลังกาหลวงนี้มันช่าง สวยงามซะจริงๆ (จริงๆเป็นดอยผักกาดซึ่งอยู่ใกล้ๆกันอะนะ) มองไปอีกทาง โอ้....ว้าวววว วิวภูเขาสลับซับซ้อนสวยงามสมคำล่ำลือจริงๆ หลังจากนั้นก็พักยาวเลยครับ ก็หยิบกล้องน้องอิ๋งไปถ่ายบันทึกความทรงจำไว้ซะแป๊บ 2 แป๊บ ก็เริ่มออกเดินทางต่อ ก่อนออกเดินทางต่อ พี่เค้ายังมาขุ่อีกว่า ทางข้างหน้าเนี่ย ชันสุดยอดเลยนะ โหะๆ อยากเจอเหมือนกันว่ามันจะขนาดไหน (เคยไปหลายที่ละ ไอ้ที่ว่าชันๆนิ) พอได้เจอกะตัวเองครับ ยืนคิดอยู่แป๊บนึ่งว่า กูจะขึ้นไปยังไง มันไม่เพียงแต่ชันครับ แม่ง มันยังเป็นดินร่วน โล้นๆ เรียบๆ อีก โอ้แม่ง ลูกทริปหลายคนต้องให้พี่เค้าช่วยแบกเป้ขึ้นไปก่อนให้ ไอ้เรากะว่าจะเอาเป้ขึ้นไปวางก่อนแล้วค่อยลงมาช่วย แต่ขึ้นไป ....ขึ้นไป แม่ง ขึ้นไปไม่ถึงจุดพักซะทีครับพี่น้อง ก็เลยพักเอาแม่งตรงไหล่เขานี้แหละ 555 สะใจกันไปเลย นั่งตากแดด ตรงไหล่เขาที่มีพื้อที่นั่งน้อยๆ ชมวิวสวยๆไปนั่นเอง 555 หลังจากนั้นไม่นานก็ออกเดินทางต่อครับ ซึ่งซักพักเราก็เจอกับกิ่วอะไรซักอย่าง จำชื่อไม่ได้ ลูกทริปหลายคนก็บ่นว่า หิวข้าว ก็เลยจัดการซะตรงนี้แม่งเลย กิ่วนี้มีความพิเศษอีกอย่างนึ่งครับ 555 หลายคนที่ไปทริปนี้ก็คงจะพอเดาออกแล้วอะนะ เพราะตอนพวกมันมาถึงกูก็โชว์ลีลาการกระโดดให้พวกมันดูครับ 555 กระโดดข้ามจังหวัดนั่นเองครับพี่น้อง 555 แม่ง ใครจะรู้ว่ากิ่วเล็กๆบางๆเช่นนี้จะเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างเชียงใหม่กะเชียงรายซะงั้น โอ้ ว้าวววว วิวก็สวย (มีต้นสนตายครึ่งด้วยครับ พี่น้อง แม่งถ้าจำไม่ผิด ฝั่งเชียงใหม่ตายไปแล้ว แต่ฝั่งเชียงรายยังโอเคอยู่)หลังจากกินข้าว กินปลาเสร็จก็จัดการพักผ่อนซักเล็กน้อยจากนั้นก็ออกเดินทางต่อครับ เดินตามทางสันเขาที่ขึ้นเขาบ้าง ลงเขาบ้างเรื่อยๆครับ ถามพี่เค้าว่า ใกล้ถึงยังพี่ โหะๆ พี่แม่ง บอกว่า ยังอีกไกลซะงั้น ไม่ให้กำลังใจก็เล้ยยย จากนั้นก็บอกพี่เค้าเดินล่วงหน้าไปก่อนเลย ส่วนเราก็เดินกันตาปะสาเรา ครับ แม่ง ไม่ทันไร โน้นนนนนนน ชี้ให้พวกลูกทริปดู ดูโน้น พี่เค้าอยาบนโน้นเว้ยยยย ว้าวววว สูงชันดีแท้ ท่าทางสะใจจริงๆ แต่กูเสือกโดนด่าซะงั้น ข้อหาทำร้ายกำลังใจลูกทริป 5555 หลังจากเดินไปซักพักเราก็ไปถึงที่ที่พี่เค้าอยู่ล่ะครับ มองกลับลงมา โอ้ แม่ง สวยยยยยย สวยฉิบหายเลย โน้นๆๆๆๆ ทางโน้น ภูเขาทั้งนั้นนนนนน สุขขีจริงๆครับ ทางชันช่วงนี้ไม่เป็นอุปสรรคเลย ยิ่งสูงขึ้น แม่งก็ยิ่งสวย พอถึงจุดพัก หลายคนก็เหนื่อยกัน พักอยู่แป๊บนึ่งก็อดใจมาถ่ายรูปพร้อมกับวิเขาสวยๆกลางแดดจ้าไม่ได้ กูก็ล้อไปหลายอยู่เหมือนกัน 5555 หลังจากพักเสร็จก็เดินต่อไปเรื่อยๆล่ะครับ เดินเจอพี่เค้าทีไร พี่เค้าก็บอกว่า เจอลิงบ้าง เจอหมูป่าบ้างงงง พอพวกเราเดินมาแม่งก็หนีไปหมดละ เพราะใครครับ 555 ถ้าถามคนที่ไปทริป จะตอบเป็นเสียงเดียวกันอย่างพร้อมเพียงเลยว่า ......ไอ้ชุเรดครับ พี่น้อง ไม่รู้มันคึกอะไรมาจากไหน พอถามมันมันก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมถึงคึกได้ขนาดนี้ ตั้งแต่เมื่อวานละ เอาน้ำเพิ่มให้มันก็แล้ว เอาเข้าให้มันก็แล้ว แถมถุงขยะอีก แม่ง ยังร้องเพลงแหกป่า แย่คนนั้นคนนี้ได้เรื่อยๆซะงั้น สุดยอดจริงๆ เผ่าพนฮอบบิทนิ แต่แม่ง ไม่รู้จักดูแลบรรพบุรุษตัวเองอย่างไอ้หมวยซะบ้าง เพราะทางเดินหลังจากนั้น มันทำผิดสนธิสัญญาฮอบบิทซะงั้น แบ่งเดินนำหน้า ทิ้งแม่มันไว้ กูก็ห่วงมันบอกให้ไอ้กอล์ฟดูแล ไอ้กอล์ฟเสือกรำคาญ ด่าไอ้หมวยมันอีกซะงั้น เอ้ออออออ มันสุดๆเลยครับ ทริปนี้ หลังจากฮอบบิทโดนด่านิดหน่อยมันก็ยอมเดินตามหลังกูจนได้ครับ หลังจากเดินเลาะไหล่เขาอีกเขานึ่งเสร็จก็ถึงคราวเดินตัดทุ่งหญ้า ทุ่งเฟรินอะไรประมารนั้นแหละครับ 555นั่นแหละครับ ทุ่งนีน้มีอาถรรพ์ครับ (พี่สมชายบอกว่า แถวนี้เป็นทุ่งปลูกฝิ่นของชาวเขามาก่อนอะนะ) ไอ้สาครับ พี่สาวไอ้กอล์ฟกางเกงมันเป้าแตกซะงั้น จะถอดเย็บซะตรงนั้นก็กะไรอยู่ จะเย็บสดตรงนั้นเลยก็ดูแปลกๆ จะเอาเข็มกลัดกลัดไว้ก็เกะกะ 555 ดีที่สุดคือ ...ช่างมันครับ เพราะมันใกล้ถึงที่พักละ รอเย็บที่พักเลยแล้วกัน ตัดสินใจนานมากก็ไม่ได้ เพราะแดดที่แผดเผานี้มันร้อนได้ใจซะจริงๆ แต่พ้นจากทุ่งนี้ก็น่านแหละครับ ได้ยินเสียงตัดฟืนของพี่สมชายอีกแล้วววววว เย้......ที่น้อนวันนี้ก็เป็นที่หลบลมอีกนั่นแหละครับ พอถึงแล้วหลายคนก็วิ่งลงไปที่พักอย่างสนุกสนาน 555 เรามาถึงก็ยังไม่ค่ำเท่าไหร่ ก็เลยจัดการกางเต้น ส่วนไอ้สาก็อะนะ เย็บกางเกงตัวเองในทันที ส่วนกูกะไอ้กอล์ฟก็อาสาตามพี่เค้าไปเอาน้ำข้างล่างครับ โหะๆ เมื่อวันที่แหล้วที่คิดว่าชัน ว่าโหด แม่งงงงง ไม่ได้ครึ่งของวันนี้ครับ สุดยอด ทางแม่งไม่มีอะไรจับอีกเหมือนกัน ตอนลงนิ วิ่งลงซะฝุ่นตลบเลยครับพี่น้อง แต่พอลงไปถึงเนี่ยนะแม่ง น้ำแม่งโคตรเย็นเลย ต้องบอกพี่เค้าไว้ก่อนครับ แบบว่าขอล้างหน้า ล้างตา ล้างแม่งทั้งหัว ทั้งแขน ทั้งขานี้แหละ เย็นสะใจจริงๆ หลังจากนั้นก็กอกน้ำไปคุยกันไปกะพี่เค้า โอ้ ว้าววววว ไอเดียวบรรเจิดอีกแล้วครับ 555 นั่นแหละครับ เข้ามาป่า มันก็ต้องกินของป่าครับ และนั่นก็คือ หยวกกล้วยป่านนั่นเอง พี่รังสรรค์คุยกันถูกคอ เค้าก็เลยอาสาไปหาหยวกกล้วยมาแกงไว้รอเราเลยครับ วันนี้กูก็เลยถือโอกาสบอกแกมบังคับพี่เค้าว่า ยังไงก็ต้องกินข้าววงเดียวกันอะนะพอขึ้นมาเสร็จ ก็จัดแจงทุกอย่างให้เข้าที่แล้วก็เตรียมไปฉายและเสื้อกันหนาว ขึ้นไปยอดดอยเพื่อดูดวงอาทิตย์ตกล่ะครับ ทางนี้แม่งโคตรๆๆๆ ชันอีกแล้ว ถ้าขึ้นมาพักข้างบนเนี่ยนะ ลูกทริปตายห่าแน่นอน ไม่เฉพาะลูกทริปล่ะครับที่ตาย ลูกหาบก็จะตายครับ แค่เดินขึ้นมาจากการเอาน้ำอยู่แค่นั้น มันก็เหงื่อโทรมกายละ ขืนขึ้นมาอีกเนี่ยนะ แม่ง แต่ก็อะนะ ยิ่งสูง ยิ่งชัน ความสวยงามก็ยิ่งบรรเจิดครับ เดินขึ้นซัก 10 -20 ก้าว มองกลับลงไปก็......แหม่ ...ป่าเขาลำเนาไพรซะจริงๆ สูดอกาศให้เต็มปอด แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อ ระหว่างเดินก็คุยกะพี่เค้าไปด้วย พี่เค้าบอกว่า ที่นี้เคยมี เฮลิคอบเตอร์บินมาชนด้วย ประมาณว่าหมอกหนาจัดมองไม่เห็นเขาก็เลยอะนะ แล้วพี่เค้าก็พลางชี้ให้ดูเศษของเครื่องบินที่ยังคงทิ้งไว้เป็นหลักฐานยืนยันการชน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเดินไปอีกซักพักก็อะนะ รอยมันชนครับ กิ่วเขานี้โดนตัดแซะไปเลย แล้วต้นสนนี้ก็มีรอยงอกใหม่อีกต่างหาก แหม่.....เอาไว้แค่นี้แลหะครับเรื่องฮอตก เพราะขี้เกียจเล่า (จริงๆพี่เค้าเล่าอะไรให้ฟังอีกเยอะอะนะ) หลังจากนั้นเราก็จัดการถ่ายรูป มุมใครมุมมันล่ะครับ ท่าใคร ท่ามัน ทั้งวิว ทั้งบรรยากาศ ทั้งเสียงหัวเราะนิ แม่ง ยังติดตาอยู่เลยครับ พี่น้อง.... หลังจากมันตกไปแล้วเราก็ยังไม่พอใจครับ เพราะความสวยหลังจากมันตกไปแล้วนิ มันยัง........มันยังฉุดกูไว้ให้อยู่ที่นั่นต่ออีกหลายพักเลยแหละ แล้วก็มาถึงกิจกรรมสำคัญอีกอย่างครับ นั่นคือ ประเพณีดั้งเดิมของเรานั่นเอง ถอดเสื้อท้าความหนาวครับ แม่ง ไอ้เหี้ยอาทมันมีบิ๊กเซอร์ไพร์อีกแล้วครับ มันหลอกให้ก็ถอดอยู่ตั้งนาน แล้วมันค่อยเดินมาถอด 555 ยังครับ อันนี้ยังไม่เซอร์ไพซ์เท่าไหร่ มันเซอร์ไพซ์ที่สุดเมื่อกูถอดอยู่ หนาวแบบขนลุกอยู่ดีๆ มันเอาน้ำมาสาดพวกกูซะงั้น 5555 แม่งงงง ยังกะเอาแส้มาเฆี่ยนเลยนะนั่นน่ะ แต่มันก็ถูกลงโทษไปด้วยการ จับถอดกางเกงอีกเช่นเคย เฮ้ยยยยยย พูดแล้วก็คิดถึงภาพบรรยากาศจริงๆเว้ย เมื่อไหร่กูจะได้ดูรูปวะเนี่ย แม่งงงงง หลังจากนั้นก็ค่อยๆเดินทางกลับลงมาครับ พี่น้อง พี่เค้าเตรียมกับข้าวไว้รออย่างดีแล้วด้วย พี่แม่งโคตรใจดีเลย กูไปหาพี่เค้าแล้วก็ชวนพี่เค้ามานั่งล้อมวง พร้อมกับร่ำสุรากันอย่างมีความสุขเลยครับ เหล้าแบลกขวดนึ่งหายไปอย่างรวดเร็ว พอขี้เหล้าคุยกันถูกคอเสร็จ ก็นั่นแหละครับ เหล้าหมดแต่คนไม่หมดกันตามคอนเซ็บ พี่เค้าชวนไปต่อที่กองไฟพี่เค้าซะงั้น ไอ้เราก็อะนะ ไปต่อกะพี่เค้ากะไอ้อาท โหะ คุยกันเหมือนขี้เมาซะจริงๆ คุยอยู่ได้พักนึ่ง กูกะไอ้อาทก็ขอลากลับมานอนเอาแรง เพราะพรุ่งนี้จะไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นครับ กูก็เข้านอน ส่วนไอ้อาทก็ตามเคยครับ ไปเม้ากับอีหนูของมันต่อ พวกนี้นอนคุยกันไป พวกนึ่งก็เอาไพ่ขึ้นมาซ้อมกัน ส่วนกูก็นอนกอดน้องอิ๋งอย่างมีความสุขครับ จบวันแห่งความสุขของทริปนี้ไปอีกวัน ว้าวววววว นี้ล่อไป 3 หน้า A4 font 14 กันเลยทีเดียว แม่ง ครายที่มันอยากอ่าน มึงอ่านให้หมดเลยนา สุดยอดมากครับ นั่งเขียนกว่า 2 ชั่วโมงสำหรับวันนี้ (ไม่นับที่นั่งเขียนมาแล้วเครื่องมัน restart ไปอะนะ)
13/01/2551
วันนี้ตื่นเช้าถึงเช้ามากเลยครับ เพราะตั้งใจจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นนั่นเอง ซึ่งด้วยความสงสารลูกทริปมัน ก็เลยบอกไว้ตั้งแต่เมื่อคืนว่า ใครไม่อยากไปก็ไม่ไปก็ได้ ประมาณตี 5 ครึ่งเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น น้องอิ๋งสกิดให้ลุกอีกทีหนึ่ง ตื่นมาด้วยความงัวเงีย จัดการหาที่ที่ไอ้แพรมันนอนอยู่ โหะๆ เอาอีกละ ไอ้พวกนี้ มีเต้นท์แต่ไม่นอนซะงั้น แม่งนิ ให้กูแบกมาไมวะ แม่งงงงงง...
หลังจากปลุกไอ้แพรเสร็จ ก็เดินไปหาพี่เค้า อ้าว..... ไอ้น้องนุ่นนั่งอยู่กะพี่เค้าเฉยเลย มันบอกว่ามันหนาวอะนะ(ก็เลยหาที่พึ่งทางกาย และทางใจ อิอิ) ก็เลยมานั่งผิงไฟกะพี่เค้า แล้วมันก็บอกว่าขอไปด้วย เดินกลับมาที่กองไฟของเรา ไอ้พวกไอ้พัท ไอ้สามันนอนไม่หลับอีก ก็เลยชวนมันไปด้วย 5555 ก็อะนะ นอนก็นอนไม่หลับ สู้ไปดูบรรยากาศดวงอาทิตย์ขึ้นสวยๆดีกว่า สรุปมีสมาชิกทั้งหมด 5 คนครับ หลังจากเตรียมตัวอะไรเสร็จก็ออกเดินทางไปสู่จุดหมาย......
ทางขึ้นก็ยังขึ้นลำบากอยู่เหมือนเดิม แต่ไม่ลำบากเหมือนที่คิดเพราะตอนแรกคิดว่าน้ำค้างแม่งกระจายแน่เลย แต่พอเดินขึ้นไปครับ ไม่มีซักแอะเลย อากาศแม่งโคตรแห้งเลย ลมก็ไม่ค่อยจะมี มีแต่ความหนาวเย็นยะเยือกที่รุมเร้าอยู่นอกเสื้อกันหนาว หลังจากที่เดินขึ้นมาสูงระดับนึ่ง โอ้ .....ว้าวววววว แม่จ้าววววว นั่น ...นั่นมันแสงไฟนี้หว่า ถามพี่เค้าปรากฏว่าเป็นแสงไฟจากเมืองเชียงใหม่ครับ ว้าววววววว วิวนี้ก็สวยใช่ย่อยแฮะ เดินขึ้นมาอีกซักพัก พี่สมชายก็บอกว่า นั่นอำเภอ...จำไม่ได้ว่ะ อำเภออะไรซักอย่างของจังหวัดเชียงรายครับ โอ้ว้าววววว แล้วเราก็เดินขึ้นไปเรื่อยๆอีก ถึงที่เมื่อวานที่เราดูดวงอาทิตย์ตก แต่มันก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการดูดวงอาทิตย์ขึ้นครับ ต้องลงไปก่อน แล้วขึ้นเขาลูกโน้นไปนั่นเอง แม่ง.....เดินๆๆๆๆ เดินผ่านทุ่งหญ้า แล้วก็ถึงจุดที่พักที่พี่เค้าเดินนำมาก่อไฟไว้ผิง โอ้ แม่ง มีร่องรอยของคนบางกลุ่มมาค้างแรมที่นี้ด้วยครับ จากนั้นก็ถ่ายรูปเอามันตอนมืดๆนั่นแหละครับ พลางดูดาวไปด้วยอีกต่างหาก ไอ้นุ่นมันรู้เรื่องเทพนิยายดาวอีก มันก็เลยโชว์ความสามารถ เล่าเรื่องนั่นเรื่องนี้ไปเรื่อย จนแล้วจนเล่า ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ท้องฟ้าก็เริ่มไล่สันอย่างสวยงาม พวกเราทั้ง 5 คนทั้งเป็นคนถ่าย ทั้งเป็นคนถูกถ่ายรูปสลับสับเปลี่ยนกันไป เขาลูกเมื่อวานที่ว่าสูงแล้ว แต่แท้จริงแล้วก็ยังสูงน้อยกว่า เพราะพี่เค้าบอกว่า ยอดลังกาหลวงมันอยู่ที่ยอดนี้ต่างหาก 555 นั่นก็ถือว่าจริงครับ เพราะมองกลับไป สันเขาที่เราอยู่เมื่อวานมันต่ำกว่าตีนเราตั้งเยอะเลย
วิวจากที่สูงสุดนั่นหรอครับ 555 ตามคอนเซ็บครับ มันก็น่าจะสวยสุดนั่นเอง แนวทิเขาสุดลูกหูลูกตา ทะเลหมอกไม่มี แต่กลับกลายเป็นแนวยอดเขาที่เสียบแทงทะลุชั้นหมอกบางๆขึ้นมา สวยไม่แพ้กัน (ไอ้แพรมันบอกว่าชอบแบบนี้มากกว่าอีกครับ แต่มันก็สวยจริงๆนา 555) มองไปอีกทาง โอ้.....นั่นดอยหลวงเชียงดาวนี้หว่า โหะๆ กูเคยไปเหยียบบนยอดมาแล้วเว้ยยยย มองเยื้องมาอีกนิด นั่นผาโง้มที่เราพึ่งผ่านมานี้หว่า 5555 ต่ำกว่าตีนกูอย่างมากเลยครับ มองเลยไป แม่งเห็นไฟสีแดงเป็นจุดเล็กๆแสดงที่ตั้งของสถานีเรด้า (จุดที่เราเริ่มเดินมา) มองออกไปไกลกว่านี้อีก พี่สมชายบอกว่า นั่นคือดอยมด เดิน 3 วัน 2 คืน ถ้าสนใจก็ติดต่อพี่เค้าได้ 555 อีกไม่นานหรอกน้องมด อิอิ เด๋วพี่จะปีนไปเหยียบให้ 555 มองกลับมาอีกทาง โน้นนนนนนนนน ยอดดอยลังกาน้อย จุดมุ่งหมายของวันนี้ โหะๆ แม่งอยู่โคตรไกลเลย แต่ดูแล้วท่าทางจะเดินไม่ลำบาก เพราะไม่ต้องปีนเขาไรมาก และพี่สมชายก็เสริมว่า นี้เดินข้ามเขาลูกเดียวแล้วก็เดินทางราบไกลหน่อยก็ถึงแล้ว ไม่ค่อยลำบากเท่าไหร่หรอก 555 ใจชื้นขึ้นมาอีกที นั่งดู ยืนดู สิ่งที่ธรรมชาติบรรจงสร้างมา แล้วก็พรางถ่ายรูปเพื่อหวังว่ามันจะออกมาสวยเหมือนที่ตาเรามองเห็น (ก็ได้แต่หวังอะนะ) จนดวงอาทิตย์ขึ้นได้ซักพักเราก็เดินทางกลับกัน ระหว่างทางก็เจอดอกไม้ ดอกนั่น ดอกนี้ไปเรื่อย สวยงามทั้งนั้น ว้าวววววววว คุ้มๆ คุ้มค่าที่มาจริงๆเว้ยยยย
หลังจากมาถึงที่พักก็อะนะ จัดการเรื่องสำคัญเลยครับนั่นคือลงไปเอาน้ำนั่นเอง คราวนี้ไอ้กอล์ฟมันขอบาย เพราะแม่ง โคตรเหนื่อย ก็เหลือกูกะพี่รังสรรค์ ค่อยๆเดินลงไป คุยกันไป คุยกันถูกคออีกแล้ว พี่เค้าก็เลยอาสาไปหาปลีกล้วยมาให้พวกเราทำอาหารกินแหละครับ กูกรอกน้ำรอพี่เค้า พี่เค้ากลับมา โชคไม่ค่อยดีหน่อยเพราะพี่เค้าบอกว่า มีคนเอาไปหมดละ แต่ไม่เป็นไร ที่แถวลังกาน้อยมีแน่นอน พี่เค้ายืนยันหนักแน่น พอน้ำเต็มพี่เค้าเดินล้วงหน้าไปก่อน เพื่อจะไปเก็บลูกโบ้ยมาทำกับข้าวกิน กูเดินตามขึ้นมา อ่อออออ ไอ้ลูกนี้นี่เองเรอะ ที่พี่เค้าจะเก็บไปทำกับข้าว เห็นอย่างงั้นก็เลยช่วยพี่เค้าเก็บครับ เก็บไปก็นึกดีใจในใจไป โอ้ แม่ง ทริปคราวนี้ดีเว้ย ได้เรียนรู้การหาของป่ากินด้วยยยย ชอบบบบบบ ชอบมากกกกกก เหมือนมาเดินป่าของแท้จริงๆเว้ยยยยย กลับขึ้นมาถึงที่พัก ก็จัดการล้างถ้วย ทำกับข้าวกินกันล่ะครับ พี่เค้าก็เอาลูกโบ้ยมาเผาให้กิน แม่งงงงง โคตรหอมเลย รสชาติก็ออกมันๆหน่อย ใช้ได้เลยทีเดียว ลูกทริปก็พากันแย่งกันกินอย่างมีความสุข
หลังจากินข้ามต้มเสร็จ ก็เตรียมตัวแล้วก็ออกเดินทางสู่ลังกาน้อยในทันที เดินออกมาซักพัก แม่งงงงงงงงง เจออะไรที่ไม่อยากจะเจอเท่าไหร่เล้ยยยยย นั่นคือร่องรอยของการชำแระหมู่ป่านั่นเอง พวกชาวบ้านทิ้งทั้งรอยเลือด ขน แล้วก็หญ้าที่ถูกนำมารองไว้ คาดว่าน่าจะซักประมาณ 2-3 วันที่แล้วววว ไอ้เราก็ได้แต่ทำใจแล้วก็เดินทางต่อ โหะๆ ทางขึ้นนิดเดียวของพี่แกนี้มันไม่ค่อยนิดเท่าไหร่นะเนี่ย แต่ก็ไม่เกินความสามารถของเรา เดินผ่านป่าดิบ เจอดอกไม้หลายหลาก(ดอกนกแก้ว แล้วก็กล้วยไม่อีกหลากหลายพันธ์) เจอต้นหาร ซึ่งถ้าโดนเข้าไปแม้แต่นิดก็จะคันแบบบบ แบบขนาดช้างยังร้องครับ เพราะฉะนั้นชื่ออย่างเป็นทางการของมันคือ ตำแยต้น หรือ ตำแยช้าง หรือ ต้นช้างร้องนั่นเอง 555 หลายชื่อซะเหลือเกิน ออกจากป่าดิบก็เข้าสู่ทุ่งหญ้าอีกทีครับ แต่ทุ่งหญ้าแถวนี้แปลกกว่าที่อื่น เพราะเขาลูกนี้ค่อนข้างมีแต่หิน ....หินซึ่งแม่ง โคตรแปลกเลย ไม่ค่อยเข้าใจอยู่เหมือนกัน เพราะมันมีเส้นสีขาวภายในเนื้อหินโยงใยไปตลอดเลย หลายคนก็ชักกล้องออกมาถ่ายรูปไว้ด้วยความปะหลาดใจ ออกจากทุ่งหญ้านี้ก็ถึงจุดที่เรารอคอยแหละครับ นั่นคือน้ำตกนั่นเอง โหะๆ แม่ง ....ลูกทริปหลายคนต่างก็ผิดหวังจากคำว่าน้ำตกครับ เพราะแม่ง เป็นธารน้ำเล็กๆเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ธารน้ำนี้ก็ทำให้ทุกคนมีความสุขกับการล้างเนื้อล้างตัว อาบน้ำ หรือกรอกน้ำเพื่อนำขึ้นไปกินบนที่พัก.......
หลังจากลูกทริปมาถึง พี่สมชายก็ขอตัวออกไปหาปลีกล้วยแหละครับ ส่วนกูก็....555 น่านแหละ อดใจไม่ไหว ทิ้งลูกทริปไว้ที่น้ำตก แล้วก็ขอตามพี่เค้าไปหาด้วยนั่นเอง แม่ง.....พี่น้อง ธรรมชาติสร้างสรรค์มาจริงๆ เหนือธารน้ำก็ยังมีธารน้ำ เหนือธารน้ำก็ยังมีต้นกล้วย เหนือต้นกล้วยก็ยังมีโคตรต้นกล้ยครับ แม่ง ต้นแม่งโคตรๆใหญ่เลย พี่เค้าจัดการตัดทั้งต้นมาเพื่อเอาหยวกมากิน บวกกับ ปลีซึ่งหามาก่อนหน้านี้ 3 อัน แถมพี่รังสรรค์ยังโชว์เหนือ เอาหวายมาเผาให้กินอีก แม่ง คุ้มๆๆๆๆ คุ้มมากมายเลยครับ ทริปนี้ สุดๆจริงๆ หลังจากหาของกินเสร็จก็กลับมาที่น้ำตก 5555 นั่นแหละ เล่นน้ำกันอย่างเมามัน น้ำแม่งโคตรเย็นเลย พี่เค้าก็จุดไฟไว้รอ แถมเผาหวายไว้กินอีก แม่ง โคตรใจดีเลยพี่เรา (อีกอย่างครับ พี่เค้าใจดี ให้ไอ้นุ่นมันลองยิงปืนด้วย โหะๆ แล้วไอ้ตุ๊กๆก็ได้ลองเหมือนกันในวันต่อมา) หลังจากนั้นก็จัดการเดิมน้ำซัก 30-40 ขวดแล้วก็ช่วยกันแบกขึ้นไปที่พักครับ ถึงแม้ระยะทางจะไม่ไกล แต่ความหนักของน้ำนิ ยืดระยะทางไปได้ไกลเลยทีเดียว พอมาถึงที่พัก ก็อีกนั่นแหละครับ เสียงตัดไม้ของพี่เค้าก็ดังมาเข้าหูก่อนเลย คราวนี้พี่เค้ายังตัดไม่เสร็จครับ เพราะที่ไปดู แม่ง ต้นโคตรใหญ่เลย มีดอันเล็กนิดเดียวจะช่วยไรได้วะเนี่ย ตอนนั้นก็ยังไม่ค่ำเท่าไหร่ ก็เลยอาสาช่วยพี่เค้าตัดอีกแรงหนึ่งครับ 555 มีดพี่นันได้โชว์ความสามารถก็งานนี้แหละครับ ตัดจนมันล้ม เสร็จก็ต้องมาตัดให้เป็นท่อนอีก เหนื่อยเอาการเลยทีเดียว แต่ก็คุ้ม 555 ได้ออกแรงแขนซะบ้างอะนะ หลังจากทำอะไรเสร็จ พี่รังสรรค์ก็อาสาหุงข้าวรอ เพื่อให้เราได้ไปดูดวงอาทิตย์ตกกันครับ
ยอดลังกาน้อยนี้เป็นยอดหัวโล้นจริงๆครับ แดดนี้เปรี้ยงๆเลย ทั้งนี้เพราะโดนไฟไหม้ไปเมื่อเดือนที่แล้ว ยอดลังกาน้อยมีความพิเศษอยู่หลายอย่างครับ อย่างแรกคือมีเจดีย์อยู่บนยอดด้วยยยยย (ประวัติมันขี้เกียจพูดอะนะ อยากรู้เด๋วค่อยถามแล้วกัน) พวกเราก็ไปกราบไหว้กันเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจครับ เพราะสิ่งที่จะเจอพรุ่งนี้คือลงเขาลังนาน้อยนี้แหละครับ แม่งงงง ลงนี้ไม่เท่าไหร่ครับ ถ้าไม่บอกว่าความชันมันขนาด 90 องศาเลย กูเดินไปมองดูครับ แม่งมองไม่เห็นข้างล่างครับ ต้องชะโงกหน้าออกไปดูถึงจะเห็น แม่งงง บ่งบอกถึงความชันอย่างยิ่งครับ พี่น้อง.....ความพิเศษอีกอย่างของยอดลังกาน้อยคือ วิว 360 องศาครับ แม่ง เหมาะแก่การดูดวงอาทิตย์ตกอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านี้ วิวเขาข้างล่างนิ ไม่รู้จะบรรยายยังไง คนที่ไปคงรู้ดี และคงยังจำได้แน่นอน ที่เขามันแหวกๆตรงกลางอะ ไม่รู้จะบอกยังไง เอาไว้เด๋วดูรูปเอาแล้วกัน หลังจากนั้นก็กลับลงมาแกงหยวกล้วยกินกันอย่างมีความสุข หัวปลีก็เลยเป็นม้ายไปโดยปริยาย เอาไว้ให้พี่เค้าทำกินวันหลังแล้วกัน ความพิเศษของคืนนี้คือไม่มีเหล้าครับ พี่น้อง เพราะตั้งใจว่าจะดูดาวกัน และก็นั่นแหละ หอบเสื่อ หอบถุงนอนเดินขึ้นไปบนที่สูง ดูดาวไป ฟังนิยายดาวของไอ้นุ่นไป สุดท้ายก็กลับลงมานอนซักประมาณ 3-4ทุ่ม
หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องราวของวันนี้จะจบอยู่แค่นี้ 555 ม่ายช่ายครับ ยังเหลือเหตุการณ์สำคัญอยู่นิดนึ่ง เพราะตอนขึ้นไปเนี่ย ไม่ได้บังคับให้ไปทุกคนอะนะ ก็มีฮอบบิท 3 ตัว กะไอ้หมีหัวลิ่มนั่นแหละครับ ที่นอนรออยู่ข้างล่าง 555 อะนะ ยังครับ ยังไม่ถึงจุดสำคัญ จุดสำคัญมันอยู่ที่คนนอนก่อนนี้แหละครับ 555 นึกถึงแล้วก็ขำครับ ขอท้าวความถึงทริป....ทริปไหนหว่า ทริปเขาแหลมครับ ถ้ายังจำกันได้ครับ คืนสุดท้ายกินสปายกัน แล้วไอ้หมีมันเข้าไปนอน นอนกรนเสียงดังออกมานอนต้นท์ครับ ทันใดนั้น มันก็ตื่นมาแบบงัวเงียๆ แล้วมันก็มาบอกทุกคน ....ทุกคนที่อยู่นอกเต้นท์ แล้วได้ยินเสียงมันกรนนั่นแหละครับ มันบอกว่าไงรู้ป่าวครับ “หมีนอนไม่หลับเลยเนี่ย” อะไรประมาณนั้น 5555 แม่งโคตรขำเลย นอนไม่หลับ.....แม่ง บอกออกมาได้ไง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ขำๆที่เล่าให้ลูกทริปใหม่ได้ฟังไปแล้วเมื่อหลายวันก่อนครับ ลูกทริปใหม่ที่ไม่เคยเห็นกะตา ไม่ได้ยินกะหูก็คงยังไม่เชื่อสนิทใจใช่มั๊ยครับ ผู้หญิงตัวเล็กๆ พูดเสียงแจ๋นๆอยู่นิ จะนอนกรนแบบเสียงดังฟังชัดได้ไง....555 นั่นแหละครับ คืนนี้ไอ้หมีมันแผงฤทธิ์อีกครับ คนที่ลงมากำลังจะเตรียมตัวเข้านอนกันอยู่ ...... ทันไดนั้นก็มีเสียงกรนขึ้นมาจากเต้นท์มันครับ ไอ้คนเก่าที่เคยประสบพบมาอย่างไอ้กอล์ฟก็รู้ทันที “ไปหาอะไรมาอุดหูก่อนเว้ย” อะไรประมาณนั้น เสียงกรนท่ามกลางป่าที่เงียบสงัดนิ มันดังได้ใจจริงๆครับ ตะโกนด่ามันก็แล้ว คนข้างนอกนินทาจนไม่มีอะไรจะนินทายังไงก็แล้ว เล่นทำเสียงกรนล้อเลียนมันก็แล้วววว มันก็ยัง......โว้ยยยยยย ไม่รู้จะบอกยังไงครับ พี่น้อง อยากรู้ต้องไปฟังเอง จากปากมันสดๆเลย คืนนี้ก็จบลงด้วยเสียงหัวเราะปนความรำคาญของเสียงลูกศิทย์ค่ายคนเดียวของกูแหละครับ 5555
1/8/2008 ดอยหลวงลังกา.......ดอยลังกาหลวง ..... ไม่รู้ว่ากูรู้จักชื่อนี้ได้มาจากไหน จำได้แค่ว่าที่รู้จักชื่อนี้ตอนแรกก็จากรายชื่อยอดเขาที่สูงอันดับ 5 ของประเทศล่ะครับ อันดับ 1 ดอยอิน โอ้ รถไปถึง ไม่นับ อันดับ 2 ภูผ้าห่มปก รถไปถึงไม่นับ อันดับ 3. ดอยหลวงเชียงดาว ไปมาแล้วครับ อันดับ 4. ภูสอยดาว ไปมาแล้ว และอันดับ 5. ก็นี้แหละครับ ดอยลังกาหลวง เอิ้กๆ ไม่ไปไม่ได้แล้วววววว
หลังจากอกหักเสียใจครั้งที่ 2 กับ โมโกจู ก็ทำให้กูเกิดอาการเซ็งพร้อมกับนั่ง search เนทเล่น ก็เลยเข้าไปเจอเว็ปซักเว็ปนึ่งซึ่งบอกลำดับความสูงของยอดดอยไว้ตามที่เขียนไป เข้าไปดู โอ้ว้าวววว เดินทาง 4 วัน 3 คืน แม่ง พอดีกะที่กูมีเลยเว้ยยยยยย ม่ายไปม่ายได้ละ
ก่อนปีใหม่อาจารย์สั่งงานเยอะแยะ ทำก็ยังไม่เสร็จ แถมหลังจากปีใหม่ มีสอบภาษาอังกฤษอีก โอ้ แม่ง ....บวกกับ อยากกลับบ้านตอนปีใหม่อีก เอาเข้าไปชีวิตกู ยังไม่พอ โปรเฟรสเซอร์จะมาช่วงวันที่ 9 อีก โอ้ แม่ง บ่นอยู่กับตัวเอง แม่ง... สงสัยกีฬามหาลัยคราวนี้ กูจะไม่ได้ไปทริปโหดแล้วมั่งเนี่ย เซ็งๆๆๆๆๆ ทำใจ ทำใจ
กลับจากบ้านช่วงปีใหม่ เข้ามหาลัย เข้าไปชมรม เจอน้องชมรมทวงครับ แม่ง ทวงทริปกู ไอ้เหี้ยกอล์ฟนี้ประมาณว่า มัดมือชก "เฮ้ย พี่พิท ผมซื้อรองเท้าใหม่ กล้องใหม่ เตรียมไปทริปพี่แล้วนะ" แม่ง เซ็ง ไม่อยากจะบอกมันว่า ไปโมโกจูไม่ได้แล้วววว แต่ก็ต้องจำใจบอกไป...พร้อมกับบอกว่า ถ้าอยากเข้าป่าจริง กูมีทางเลือกอื่นให้ 555 ดอยลังกาหลวงนั่นเอง โอ้ .....เด็กๆมันดีจริงๆครับ ตอบตกลงพร้อมบอกกูให้ติดต่อเจ้าหน้าที่แล้ววางแผนเลยยยย
หลังจากวันนั้น ถึง วันนี้ ก็บอกได้ว่าหลายอย่างยังไม่ลงตัวครับพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็น คุยกะเจ้าหน้าที่ยังไม่เครียร์เรื่องลูกหาบ หรือเรื่องการเดินทางออกและกลับ กทม.(เที่ยวรถไฟมันไม่ลงตัว) หรือ แม้แต่เรื่องรถเหมาไปที่ทำการอุทยานก็ตาม แล้วเรื่องพวกนี้ก็นำไปสู่อีกหลายอย่าง อย่างเช่น ความไม่แน่นอนของงบ ความไม่แน่นอนของของที่จะเตรียมไป ความไม่แน่นอนของจำนวนคนที่จะไป 555 คนอ่านคงรู้สึกเหมือนกับว่า แม่ง ไม่มีอะไรพร้อมซักอย่างเล้ยยยย อะไรประมาณนั้น
แต่มาถึงวันนี้ครับ พี่น้อง กูจะบอกว่ากูไม่มีความซีเรียสเลยว่า อะไรที่มันไม่แน่นอนหลายๆอย่างที่มีอยู่นี้มันจะเป็นปัญหากะกู เพราะตอนนี้กูมีลูกทริปยืนยันว่าจะไปแล้วทั้งหมด 12 คน แถมบางคนเนี่ย ยืนยันทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าไปไหน (ไอ้แพรแม่ง พึ่งถามกูเมื่อตะกี้นิว่า ตกลงไปไหนนะ แม่ง มันพึ่งจะฟื้นจากไข้ด้วย ได้ข่าว) นั่นแหละครับ มันเป็นเศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของกำลังใจที่ค่อยๆเติมเข้ามาจนทำให้กูได้มาเขียนบล้อกในวันนี้ นอกจากไอ้แพรแล้วก่อนหน้านี้ก็มีอีกคนครับ เป็นลูกทริปที่จะว่าใหม่ก็ใหม่ จะว่าเก่าก็เก่า นั่นก็คือไอ้พัท มันเคยไปทริปก่อนที่จะตั้ง ExTAA เลยครับ แล้วหลังจากนั้นมันก็ไม่ไปเที่ยวกับกูอีกเลย 555 กูก็ชวนมันเกือบทุกทริปนั่นแหละ แต่มันก็ไม่ยอมไปอีกเลยครับ จนมาถึงทริปนี้มันบอกว่าอยากไป แล้วมันก็ไปจริงๆ โอ้ ว้าวววววว (คิดว่ามันซื้อกล้องใหม่มาครับ มันเลยอยากลองไปถ่ายภาพสวยๆดู 555 อยากได้ภาพสวยๆก็อะนะ ...ยอมลำบากมากะกูซะหน่อย) ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่ไอ้พัทมันจะตัดสินใจว่า ไป น้องอิ๋งเค้าคิดว่าไอ้พัทจะไม่ไปครับ เค้าก็เลยท้ากูประมาณว่า ถ้าพี่พัทไป อิ๋งก็จะไป 555 วันต่อมาไอ้พัทเดินมาบอกว่า "เฮ้ย ซื้อรองเท้าใหม่แล้วนะ เพื่อทริปมึงนิ" เอิ้กๆ สุขขีเริ่มทวีคูณเมื่อไอ้กอล์ฟยืนยันว่าพี่สาวมันไปอีก โหะๆ ตอนแรกยังคิดอยู่ว่าจะถึง 10 คนมั๊ย ตอนนี้เริ่มใจชื้นขึ้นมาละ ยิ่งไปกว่านั้น ไอ้นุ่นครับ เด็กอักษรที่เคยบอกว่าจะไปทริปกูตั้งแต่กลับจากค่าย ตอนแรกกูชวนแล้วมันบอกว่า งานเยอะ ติดงานอะไรประมาณนั้น ตอนนั้นก็เฉยๆครับ ทำใจไว้นานแล้ว เพราะคนที่บอกว่าจะไป แล้วไปตอนแรกเลยนิ มีไมกี่คน ตอนหลังมา โอ้ว้าวววววว มันโทรมาบอกเองเลยครับว่า "พี่พิท นุ่นไปทริปด้วยนะ" แม่ง...ไม่คิด ไม่คาด ไม่ฝัน ว่าน้องแกจะมาได้ โหะๆ ตอนคุยโทรศัพท์คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะนุ่นมันใช้ PCT โทรมา วันนี้มาออนไลน์ เจอน้องมัน มันบอกว่า ออนไลน์รอคุยกะกูอยู่ โหะๆ สุดยอดๆ นับถือๆ (ถึงแม้จริงๆมันอาจจะไม่ได้รอกูก็ตาม 555) นั่นแหละครับ บวกกับโทรไปถามเพื่อนอาท มันบอกว่าไปได้ครับ (หลังจากก่อนหน้านี้ยังไม่แน่ใจเพราะแม่มันยังอยู่ในโรงบาล) โหะๆ หลังจากนั้นก็โทร confirm กับลูกทริปขาประจำว่าไปชัวร์ป่าว ไม่ว่าจะเป็นไอ้ตุ๊กๆ ไอ้อ้น ไอ้แพร ไอ้หมวย แล้วก็ล่าสุด ไอ้ชุเรดที่เคยบอกไว้ตั้งนานแล้วว่าทริปนี้จะไม่ได้ไป แต่ก็กลับมาได้ไปอีก โหะๆ สุขขีแน่ครับทริปนี้ 555 อบอุ่นๆ
เอาล่ะ เรื่องที่ไปที่มาก็แค่นี้แหละครับ ส่วนเรื่อง concept ของทริปอะไรประมาณนั้นก็เขียนมาเยอะแยะตะแปะไก่แล้ว คงพอได้แค่นี้แหละ สมาชิกใหม่ที่ไม่เคยไปอยากรู้ว่าต้องเตรียมอะไรยังไงบ้างก็ถามเข้ามาได้ ทั้งกูทั้งลูกทริปเก่า ส่วนเรื่องหลักๆก็ เชื่อใจคนนำทริป แล้วก็ ดูแลกันและกันนิ คงไม่ต้องพูดมากมาย มาด้วยกัน ไปด้วยกัน กลับด้วยกัน ลำบากก็ต้องลำบากด้วยกันทั้งหมด สุขก็สุขด้วยกัน จบการรายงานข่าว อิอิ
ปล. ปัญหาอีกอย่าง กูยังไม่ได้บอก advisor เลยครับพี่น้อง
ปล2. ตอนนี้ยังไม่ได้ซื้อตั๋ว ถ้าอยากไปก็ยังยินดีรับเพิ่มนาคร้าบบบบ พี่น้อง
ปล3. หนังสือที่ต้องอ่านก่อนสอบยังไม่ไปถึงไหนเลยครับ พี่น้องงงงงง
ปล4. กลับมาแล้วจะเอารูปสวยๆพร้อมกับเรื่องราวมันส์ๆมาฝากนะคร้าบบบบบบ โว้ๆๆๆๆ ไปแล้วววววว 555
11/29/2007 on the dark side II โอ้ว้าววววววว ได้รับความสนใจจากพี่น้องอย่างล้นหลาม ก่อนอื่น ขอตอบคำถามจากคราวที่แล้วก่อนแล้วกัน
ไอ้กอล์ฟ มันถามว่า เอกภพขยายตัวแบบไหน....เป็นคำถามที่ดีครับ พี่น้อง
คำตอบคือยังไม่มีใครรู้ครับ แล้วแต่ว่าโมเดลที่สร้างขึ้นมาอธิบายนั้นมันเป็นแบบไหน ถามว่าที่เค้าวัดได้จริงๆนี้มันเป็นเท่าไหร่ อันนี้กูไม่รู้จริงๆว่ะ ว่าไอ้ที่เค้าวัดมาเนี่ยมันเท่าไหร่ หรือมันเอามาคำนวนความเร่งได้เลยจริงๆป่าว
ไอ้จิน มันถามอยู่ 2 คำถามคือ ตัวเราโดนฉีกได้ไง และ โดนฉีกหลังหรือก่อนที่ดวงอาทิตย์จะกลืนโลก
555 เป็นคำถามที่ดีเหมือนกันครับ พี่น้อง โดนฉีกเป็นชิ้นๆได้ไงอืมมมมม จะบอกไงดีหว่า.....เอาเป็นว่าจริงแล้วเนี่ย หัวกับเท้าเราก็โดนโลกดูดด้วยความเร่งที่ไม่เท่ากันอะนะ แต่มันต่างกันน้อยมากๆๆๆ ไม่สามารถจะแยกโมเลกุลของคนได้ แต่ถ้าความเร่งมากๆเนี่ย ก็เปรียบเหมือนแรงดึงมากๆนั่นแหละ เพราะ ท่านเซอร์ไอแซกนิวตันมันบอกไว้อะนะ F = ma เพราะฉะนั้นมันก็เปรียบเหมือเราโดนกระชากส่วนหัวอย่างเร็วแล้วก็แรง (ส่วนขาก็โดนดึงเหมือนกันแต่เบากว่าเยอะ) มันก็เลยดึงเอาโมเลกุลที่ยึดไว้เนี่ย ขาดออกจากกันเลย เหตุการเช่นนี้จะพบได้อีกที่บริเวณใกล้ๆหลุมดำครับ ก่อนที่มึงจะตกลงไปในหลุมดำ มึงก็จะโดนฉีกออกเช่นเดียวกันนี้แล 555 (อย่าหวังว่าจะเข้าไปดูได้ว่า ในหลุมดำมีอะไร 555) อืมอันนี้ก็พอสังเขป ลองไปนึกภาพดูเอาเองแล้วกัน
อีกคำถามนึ่ง 555 ง่ายมากเลยครับ ดวงอาทิตย์เกิดแล้วดับอีกหลายรอบครับ ก่อนที่เราจะโดนฉีก 555 สรุปยังไงมึงก็ตายก่อนนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นเพราะดวงอาทิตย์ หรือ เอกภพมันขยายตัวด้วยความเร่ง
ว่าจะเขียนต่อ แต่ตอนนี้เป็นหวัดวะ ง่วงๆ เพลียๆ ไปนอนก่อนแล้วกัน ว่างๆจะมาเขียนใหม่
....
....
....
555 ได้ฤกษ์งามยามดีตอนก่อนพูดสมัมมนานี้แหละครับพี่น้อง แบบว่าพึ่งฟื้นจากการเป็นไข้มา แล้วก็พึ่งได้มีโอกาสมาซ้อมพูดก็วันนี้แหละครับ พี่น้อง
วันนี้จะมาลงรายละเอียดเกี่ยวกับ dark energy แล้วกันนะคร้าบบบบ อย่างแรกเลย ถ้าพูดถึง dark energy แล้วไม่พูดถึงมันนิ แสดงว่ายังไม่พูด dark energy ก็ว่าได้ครับ พี่น้อง
สิ่งนั้นก็คื ค่าคงที่จักรวาลนั่นเอง(cosmological constant) เออเว้ย แลปมาเป็นไทย แล้วมันรู้สึกยิ่งใหญ่ยังไงไม่รู้แฮะ ก่อนอื่น ขอบอกที่มาที่ไปของไอ้เจ้า ค่าคงที่แห่งจักรวาลนี้ก่อนแล้วกันครับ
คนแรกที่ปลุกเสกไอ้เจ้าค่าคงที่นี้มาก็คือ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างไอน์สไตน์นั่นเอง แต่.......มันเป็นความเข้าใจผิดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของไอน์สไตน์ก็ว่าได้ครับ (อย่างน้อย ไอน์สไตน์เองก็ออกปากยอมรับด้วยตัวเองล่ะวะ 555)
เท้าความไปถึงเมื่อประมาณซัก 100 ปีที่แล้วครับหลังจากไอน์สไตน์ประกาศทฤษฎีสัมพัทภาพพิเศษเรียบร้อยแล้ว (สัมพัทธภาพพิเศษ คือทฤษฎีที่ว่าด้วย วัตถุที่เคลื่อนที่เร็วเข้าใกล้แสง) ไอน์สไตน์ก็ได้ทำให้โลกตะลึงอีกครั้งเมื่อเค้าเสนอ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปครับ พี่น้อง ซึ่งตอนนั้นก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า เอกภพที่เรารู้จักเนี่ย มันอยู่นิ่ง หรือมันเคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งในตอนนั้น ไอน์สไตน์คิดว่า เอกภพมันอยู่นิ่งโดยสมการทางคณิตศาสตร์ที่ไอน์สไตน์คิดมานั้น มันบอกว่าเอกภพจะไม่อยู่นิ่งครับ แต่มันจะยุบตัวอยู่นั่นเอง (นึกภาพดูถึงก้อนมวลมันกระจายตัวอยู่ ง่ายๆเลยครับ มวลมันดูดกันอยู่แล้วอะนะ ยังไงมันก็ต้องยุบตัวเป็นของธรรมดา) หลังจากั้นไอน์สไตน์แม่งก็มั่วล่ะครีบ ใส่ค่าคงที่ซี้ซั่วเข้าไปในสมการของตัวเองเพื่อให้เอกภพมันอยู่นิ่งซะงั้น 5555 อัฉริยะก็ผิดได้ครับ อิอิแต่พอในปี ค.ศ. 1929 ฮับเบิลพบว่ากาแลกซีมันกำลังวิ่งหนีเราไปในทุกทิศทุกทางครับ ไอน์สไตน์นี้แทบไม่เชื่อครับ ถึงกลับบินไปมองดูด้วยตาตัวเองเลยทีเดียว อิอิ ทันใดที่ดูเสร็จแม่งก็อุทานขึ้นมาซะ.....โอ้ ความผิดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตกูเลย.....อะไรประมาณนั้น หลังจากนั้นมันก็ไปเอาออกครับ
หลักจากที่หลักฐานหลายอย่างบ่งชี้ว่าเอกภพขยายตัวด้วยความเร่ง คนมันก็เอาความผิดพลาดของอัฉริยะอย่างไอน์สไตน์มาทำเป็นเรื่องเป็นราวได้อีกครับ มันเอากลับมาใส่เพื่อให้เอกภพขยขายตัวด้วยความเร่งนั่นเอง และพอแม่งใส่ไป โอ้ ว้าววววววววว อะไรมันจะพอดีขนาดนี้.....แม่ง บอกอายุของเอกภพได้แม่นยำอีกนิ แล้วยังสอดคล้องกลับ ผลการณ์สังเกตคุสมัยใหม่อีกต่างหาก โอว้าว แม่ง ขนาดความผิดพลาดของมันยังขนาดนี้นะเนี่ย 555
นอจากจะอธิบายหลายๆอย่างได้แล้ว แต่สิ่งที่มันอธิบายไม่ได้ก็คือตัวมันเองนั่นแหละครับ ประมาณว่า จะให้กูเป็นค่าคงทีที่เอามาใส่ในสมการลอยๆเนี่ย หาความหมายทางฟิสิกส์ให้กูด้วยคร้าบบบบ พี่น้อง ...ประมาณนั้น จากนั้นนักฟิสิกส์ก็ตีความหมายของค่าคงที่นี้เป็น ค่าพลังงานของ สูญญากาศครับ 555 พ่อมึง เอกภพขยายตัวเนื่องจากความว่างป่าวครับ พี่น้อง....คิดไปได้ไงครับ นักฟิสิกส์เนี่ย แบบว่ามันไม่มีอะไรที่ตีความได้ดีกว่านี้แล้วอะนะ
หลังจากตีความเป็นพลังงานแห่งสูญญากาศแล้ว ก็คำนวนล่ะครับ แม่ง พระเจ้าช่วย ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ของไอน์สไตน์ก็นำไปสู่ความผิดพลาดที่มากสุดในประวัติศาสตร์ค่าที่วัดได้กับค่าที่ของนวนได้ของนักวิทยาศาสตร์ครับ นั่นคือ ค่าความหนาแน่นพลังงานของ สูญญากาศท่วัดได้จากค่าคงที่จักรวาลเนี่ย มีค่าน้อยกว่าค่าที่คำนวนได้จากทฤษฎีถึง 10 ยกกำลัง 121 เท่าเลยครับ ประมาณว่าวัดได้เท่าไหร่ก็เอา 100000.....เลขศูน 121 ตัวไปคูณนั่นเอง โว้ๆๆๆๆๆ แม่ง...คุมแลปเด็กที่มันทำผิดเยอะๆอย่างมากก็แค่ 100 -200 เปอร์เซ็นต์ แต่นี้ โอ้ เกินจะรับไหว นอกจากนี้มันยังพ่วงปัญหาอื่นมาเพิ่มอีกมากมายครับ ซึ่งก็ขี้เกียจเขียน เอาไว้ครายอยากรู้ก็ถามตัวต่อตัวตอนเจอกูแล้วกัน
เรื่องราวของ dark energy ยุคแรกๆก็จบลงโดยประการละชะนี้นี้แหละ 5555 |
||||
|
||||
|
|